'แซมดิน'ข้าวไร้สารพิษ การตลาดแบบพึ่งตนเอง
ข้าวปลอดสารพิษนั้นมีผู้ผลิตกันมากมายหลายเจ้า แต่สำหรับ ภูดิน รักษ์รงค์ ผู้จัดการฝ่ายสินเชื่อธนาคารแห่งหนึ่ง
โดย...ไชยวัฒน์ สาดแย้ม
ข้าวปลอดสารพิษนั้นมีผู้ผลิตกันมากมายหลายเจ้า แต่สำหรับ ภูดิน รักษ์รงค์ ผู้จัดการฝ่ายสินเชื่อธนาคารแห่งหนึ่ง เขาใช้ที่ดินของตนเองเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ ใน ต.สวนหลวง อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครศรีธรรมราช เรียนรู้ ทดลอง ธุรกิจการเกษตร ทั้งการผลิตและการตลาด
“ฤดูกาลแรกเมื่อเกี่ยวข้าวแต่มาเจอฝนตกหนัก ทำให้ข้าวเปียกมีความชื้นสูง จึงถูกโรงสีกดราคา จึงเข้าใจว่าที่ชาวนาพึ่งตัวเองไม่ได้ก็เพราะเป็นแบบนี้นี่เอง จึงขนข้าวกลับ และคิดว่าจะต้องพึ่งตัวเองให้ได้ เริ่มศึกษาหาความรู้อย่างจริงจัง” ภูดินเล่าถึงประสบการณ์เมื่อเริ่มทำนาครั้งแรกในปี 2555 ซึ่งเป็นจุดเริ่มให้เขาแปรรูปข้าวขายเอง
สิ่งสำคัญของการทำนาปลอดสารพิษ คือการเลือกสายพันธุ์ที่ตลาดยอมรับ จึงต้องใช้พันธุ์ข้าวพื้นเมืองและผลพลอยได้จากโรงสีขนาดเล็กก็คือ ปลายข้าวและรำซึ่งนำมาเลี้ยงเป็ด ส่วนแกลบก็เก็บเอามาใช้เผาถ่านใช้ในครัวเรือน ส่วนมูลสัตว์ที่เลี้ยงก็นำมาทำปุ๋ยปลูกผักและใส่นาข้าว ส่วนเป็ดก็เอาไปกินหอยเชอรี่ในนา ทุกสิ่งอย่างหมุนเวียนเกื้อหนุน ซึ่งกลายเป็นจุดขายของข้าวแซมดิน
“ผมทำการตลาดแบบพึ่งตนเอง ใช้โซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊ก ซึ่งประโยชน์สูงประหยัดสุด ให้ข้อมูลกระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่การปลูกข้าว การปราบศัตรูพืช จัดการอย่างไร ทำปุ๋ยใส่ปุ๋ยอย่างไร แปรรูปอย่างไร ทำให้ผู้คนสนใจเข้ามาติดตามและกลายเป็นลูกค้าประจำ”
ลูกค้าประจำของภูดิน นอกจากการซื้อข้าวบรรจุถุงแล้ว เขายังจัดระบบสั่งซื้อข้าวล่วงหน้า ซึ่งมีความพิเศษไม่เหมือนใคร
“เช่น สั่งซื้อ 30 กิโลกรัม ซึ่งต้องจอง 6 เดือน โดยมีสัญญากับลูกค้าว่าจะเก็บสต๊อกเป็นข้าวเปลือกและทยอยสีข้าวส่งไปให้เดือนละ 5 กิโลกรัม เป็นเวลา 6 เดือน จึงรับรองได้ว่าลูกค้าแต่ละรายจะได้ข้าวที่สดใหม่อยู่เสมอไม่มีตกค้าง”
ผลพลอยได้อีกอย่างหนึ่ง ผลจากการทำนาและโรงสีของตนเองก็คือจมูกข้าวจากการสีข้าว ซึ่งเขานำมาต่อยอดเป็นจมูกข้าวผงพร้อมชง สร้างรายได้เพิ่มให้อีกทางหนึ่ง
การเรียนรู้ ทดลอง สร้างแนวทางทั้งการผลิต และการจำหน่ายด้วยตนเอง จนธุรกิจยืนหยัดอยู่ได้ ทำให้ภูดินได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศ สาขานวัตกรรมดีเด่นในการพัฒนาเครือข่ายองค์ความรู้สู่ภูมิปัญญาไทย (KBO : Khowlege Base Otop) ในงานศิลปาชีพประทีปไทย ประจำปี 2558
และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาชักชวนชาวบ้านรอบๆ เข้ามาร่วมเป็นเครือข่ายกสิกรรมโดยไม่ใช้สารเคมี


