
อาเซียนหลัง 2015
โดย...วิมล ปั้นคง
โดย...วิมล ปั้นคง
ITD ได้จัดสัมมนาเรื่องความท้าทายแห่งการพัฒนาภายหลังปี ค.ศ. 2015 : ความสำคัญต่อการค้าและการพัฒนาสำหรับประชาคมอาเซียน สรุปใจความสำคัญส่วนหนึ่งได้ว่า จากสถิติการค้าระหว่างประเทศของสมาชิกอาเซียน พบว่าสินค้าที่ประเทศสมาชิกอาเซียนค้าขายระหว่างกันและส่งออกไปนอกภูมิภาค ส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุตสาหกรรมจากการลงทุนโดยตรงของประเทศนอกภูมิภาค ในอนาคตควรส่งเสริมการค้าขายสินค้าที่เกิดจากการลงทุนของนักลงทุนสัญชาติอาเซียนให้มากขึ้น
ในอนาคตเอเชียจะมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เพราะเศรษฐกิจของประเทศสำคัญของโลกทั้งสหรัฐอเมริกาและจีนยังชะลอตัว อาเซียนจะเป็นพื้นฐานสำคัญของการรวมตัวกันในภูมิภาคเอเชียในอนาคต ประเทศสมาชิกอาเซียนควรตระหนักและเห็นความสำคัญและเร่งร่วมมือกันให้แข็งแกร่งและมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง
อาเซียนยังมีโอกาสที่ท้าทาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความหลากหลายของประเทศสมาชิก ทั้งมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ซึ่งสามารถสร้างความสนใจให้ประเทศนอกภูมิภาคที่ต้องการมีปฏิสัมพันธ์กับอาเซียน
ความร่วมมือกันของอาเซียนในอนาคตจึงควรให้ความสำคัญกับการเจรจาเปิดเสรีทางการค้ากับประเทศนอกภูมิภาค โดยเฉพาะการเจรจา RCEP การสร้างความร่วมมือด้านการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนากรอบความร่วมมือด้านการเงินภายใต้ความตกลงมาตรการริเริ่มเชียงใหม่ไปสู่การเป็นพหุภาคี (CMIM) การออกแบบสถาปัตยกรรมทางการเงินเพื่อความมั่นคงและความมีเสถียรภาพของภูมิภาค ความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหารเพื่อเป็นฐานการผลิตอาหารให้เอเชีย การพัฒนาความเชื่อมโยงในภูมิภาคระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย
ภารกิจสำคัญของการร่วมมือกันภายในภูมิภาคเพื่อประโยชน์ด้านการค้าและการพัฒนา คือ การพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกทางการค้า การพัฒนาอาเซียนซิงเกิ้ลวินโดว์ การพัฒนาระบบการชำระเงินอาเซียน การเชื่อมโยงตลาดทุน ความร่วมมือพัฒนาอุตสาหกรรมอาหาร การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้วยการร่วมทุนในรูปแบบใหม่ มุ่งเน้นการพัฒนาธุรกิจภาคบริการ ทั้งบริการการเงิน อสังหาริมทรัพย์ บริการธุรกิจ และธุรกิจการศึกษา ควรพัฒนากลไกระงับข้อพิพาทระหว่างนักลงทุนกับรัฐ
ประเทศสมาชิกอาเซียนควรสนับสนุนเงินงบประมาณให้กับสำนักงานเลขาธิการอาเซียนมากขึ้น โดยพิจารณาจากขนาดเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก ให้ความสำคัญกับการศึกษาวิจัยเพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับประชาคมอาเซียนและกระจายองค์ความรู้ไปยังประชาชนของประเทศสมาชิก ส่งเสริมบทบาทภาคเอกชนและภาควิชาการให้มีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางและมาตรการเพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียนให้มากขึ้น







