posttoday
พลิกกลยุทธ์ กู้ส่งออกตลาดอาเซียน

พลิกกลยุทธ์ กู้ส่งออกตลาดอาเซียน

16 กันยายน 2558

โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล

โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล

ก่อนหน้านี้ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะผู้ส่งออกต่างฝากความหวังว่า ปีนี้ตลาดอาเซียนจะเป็นโอกาสทองของธุรกิจ ที่จะช่วยพยุงการส่งออกภาพรวมไม่ให้ติดลบหนักกว่าที่เป็นอยู่

ทว่า ตัวเลขการส่งออกในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ในประเทศกลุ่มอาเซียนเปิดเผยออกมานั้น กลับพบว่าตลาดแห่งนี้เริ่มมีสัญญาณถดถอยแล้ว

รายงานสรุปสถานการณ์การค้าไทยในตลาดส่งออกกลุ่มตลาดอาเซียน ในช่วง 7 เดือนของปีนี้ (ม.ค.-ก.ค. 2558) ตลาดมาเลเซียมีมูลค่าการส่งออกรวม 6,190 ล้านบาท หรือคิดเป็น 4.9% ของการ
ส่งออกทั้งหมด มีการหดตัวลงถึง 16.6% จากช่วงเดียวกันของปี 2556

เช่นเดียวกับอินโดนีเซียที่มูลค่าส่งออกรวมอยู่ที่ 4,677 ล้านบาท หรือคิดเป็น 3.7% ของการส่งออกทั้งหมด หดตัวลงมากถึง 18.3% ยังไม่นับรวมถึงตลาดสิงคโปร์ที่ติดลบ 3.3% และเมียนมาที่ติดลบ 2.2%

จากภาวะตลาดส่งออกที่ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ ทำให้กระทรวงพาณิชย์ต้องปรับกลยุทธ์ เพื่อเร่งกู้วิกฤตและรักษาตลาดส่งออกในกลุ่มประเทศอาเซียนให้กลับมาเป็นบวก หรือมีอัตราการเติบโตติดลบน้อยลง ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับการส่งออกในประเทศกลุ่มนี้มาก เพราะเป็นตลาดที่มีศักยภาพและเศรษฐกิจยังมีแนวโน้มเติบโต

อภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์จำเป็นจะต้องปรับแผนในการทำตลาดอาเซียนใหม่ เพื่อให้รองรับกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยทูตพาณิชย์ในอาเซียนต้องทำงานหนักกว่าประเทศอื่นๆ เพราะต้องหาช่องทางในการขยายการค้า การลงทุน และการค้าบริการ รวมถึงแผนส่งเสริมเพิ่มเติมเชิงลึกว่าจะต้องทำอะไรบ้าง

ขณะเดียวกัน ทูตพาณิชย์ในกลุ่มประเทศที่มีชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา และมาเลเซีย จะต้องเน้นการเพิ่มมูลค่าการค้าชายแดนควบคู่ไปกับการทำตลาดส่งออกด้วย โดยต้องมีแผนทำงานให้สอดคล้องกับนโยบายการเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนว่าจะสามารถเชื่อมการค้า การลงทุน และการค้าบริการระหว่างกันได้อย่างไร รวมทั้งการมองหาโอกาสเข้าไปลงทุนในธุรกิจต่างๆ ให้กับผู้ประกอบการไทยทั้งในตลาดหลักและตลาดรอง เพื่อขยายส่วนแบ่งตลาดสินค้าไทยให้เพิ่มขึ้น

“ต่อไปทูตพาณิชย์จะต้องปรับการทำงานให้เป็นนักการตลาด (มาร์เก็ตติ้งแมน) มากขึ้น มีหน้าที่ทั้งหาตลาดและขายสินค้าของไทยในลักษณะเจาะลึก ไม่ใช่ให้แค่ข้อมูลพื้นฐานเท่านั้น รวมถึงต้องสร้างภาพลักษณ์ให้ผู้นำเข้าในประเทศนั้นๆ เชื่อมั่นในตัวสินค้าไทย ซึ่งน่าจะช่วยเพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้บ้าง”

สำหรับในตลาดอาเซียนนั้น มาเลเซียถือเป็นตลาดส่งออกใหญ่ของไทย หรือหากมองในภาพรวม เป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับ 5 รองจากสหรัฐ จีน ญี่ปุ่น และฮ่องกง อีกทั้งยังเป็นตลาดเพื่อนบ้านอาเซียนที่มีการค้าชายแดนกับไทยมูลค่าสูงอันดับ 1 

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้มูลค่าการส่งออกไปยังมาเลเซียกลับติดลบต่อเนื่องมาตั้งแต่ไตรมาสแรก โดยไตรมาสแรกติดลบ 14.6% ไตรมาส 2 ติดลบ 18.3% และเมื่อรวม 7 เดือนของปีนี้ ก็ติดลบถึง 16.6%

วิชาดา ภาบรรเจิดกิจ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการพาณิชย์) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย อธิบายว่า สาเหตุที่การส่งออกไทยไปมาเลเซียติดลบหนักขนาดนี้ เกิดจากสินค้าส่งออกหลักที่มีมูลค่าการส่งออกสูงใน 10 อันดับแรกที่ไทยส่งไปมาเลเซียลดลงทุกตัว

ขณะที่ตลาดเมียนมา ในช่วง 8 เดือนแรก การส่งออกติดลบ 2% แต่ บูรณ์ อินธิรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ประจำเมียนมา ก็ยังไม่ยอมแพ้ เพราะยังมีความหวังว่า ในช่วงที่เหลือของปีนี้จะสามารถพลิกกลับมาดีขึ้นได้ และเติบโตเป็นบวกตามเป้าที่ตั้งไว้ที่ระดับ 3% ขณะที่เริ่มปรับตัวหันไปเน้นส่งเสริมการลงทุนในเมียนมามากขึ้นด้วย

บูรณ์ ขยายความว่า สาเหตุที่ทำให้การส่งออกไทยไปเมียนมาช่วง 8 เดือนติดลบ 2% นั้น มาจากค่าเงินจ๊าดของเมียนมาอ่อนค่าลงถึง 25% จนทำให้เมียนมามีนโยบายชะลอการนำเข้าจากต่างประเทศ

“ปัจจุบันไทยลงทุนในเมียนมาเป็นอันดับ 2 รองจากจีน โดยปี 2557 การลงทุนของไทยมีมูลค่า 3,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่ง 90% เป็นการลงทุนของผู้ประกอบการรายใหญ่อย่างบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ปตท.สผ.) และขณะนี้จะพยายามกระตุ้นให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปลงทุนในเมียนมาให้มากขึ้น”

โดยกลุ่มธุรกิจเป้าหมายที่ทูตพาณิชย์เมียนมาจะเร่งผลักดัน ได้แก่ ธุรกิจบริการ ท่องเที่ยว โรงพยาบาล สถาบันการศึกษา และแฟรนไซส์ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นการลงทุนในกลุ่มนี้เพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2559 เนื่องจากรัฐบาลเมียนมาได้ปรับกฎหมายการลงทุนที่เปิดกว้างให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนได้ง่ายและสะดวกขึ้น

ด้าน จีรนันท์ วงษ์มงคลอัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการพาณิชย์) ประจำกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ยังยืนยันว่า ตลาดกัมพูชายังไม่มีสัญญาณการเติบโตที่แผ่วลงแม้แต่น้อย โดยเห็นได้จากตัวเลขการส่งออกไทยไปกัมพูชาช่วงเดือน ม.ค.-ส.ค. 2558 มีมูลค่ารวม 5,800 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มจากช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา 10% เนื่องจากเศรษฐกิจกัมพูชายังขยายตัวสูง มีการก่อสร้างเกิดขึ้นทุกวัน อำนาจซื้อของคนในประเทศเพิ่มสูงขึ้น เพราะมีการลงทุนจากต่างชาติเข้ามามาก

สอดคล้องกับการค้าชายแดนไทยกับกัมพูชาที่ขยายตัวมากกว่า 10% ซึ่งมูลค่าการค้าชายแดนมีสัดส่วนประมาณ 70% ของมูลค่าการค้ารวมระหว่างไทยกับกัมพูชา

“แนวโน้มเศรษฐกิจและการเติบโตในกัมพูชาปี 2559 จะดีกว่านี้ เพราะมีนักลงทุนรายใหญ่จากจีนเข้าไปลงทุนเช่าพื้นที่ในเกาะกงขนาด 3,600 ตารางกิโลเมตร ทำโครงการฮ่องกง 2 ซึ่งจุดนี้จะเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหาร ก่อสร้าง ที่จะเข้าไปคว้าโอกาสทำธุรกิจรองรับการลงทุนของโครงการนี้”

จากนี้ไปคงต้องรอดูว่า หลังทำตลาดในเชิงรุกมากขึ้น ไทยจะยังรักษาหรือสามารถชิงส่วนแบ่งในตลาดอาเซียนได้มากน้อยเพียงใด

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน