
กระทรวงการคลังและแบงก์ชาติ ภารกิจที่แตกต่าง...แต่ประโยชน์ร่วมกัน
....ชาติชาย พยุหนาวิชัย
กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นข่าวที่มีการติดตามและพูดถึงกันมากไม่แพ้การรอลุ้นผลการพยากรณ์ของ
“ปลาหมึกพอล” ในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศกีฬาฟุตบอลโลกปี 2010 ทั้งยังสร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงการธุรกิจการเงินและการธนาคารอย่างกว้างขวาง ในที่สุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรีก็ได้มีมติเห็นชอบอนุมัติให้ นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย เข้ามาดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แทน นางธาริษา วัฒนเกส ที่จะหมดวาระลงในเดือน ก.ย.นี้หลายท่านคงเริ่มมีอาการสงสัยว่า ตกลงภารกิจหลักของธนาคารแห่งประเทศไทยคืออะไร ทำหน้าที่ต่างจากกระทรวงการคลังอย่างไร ทำไมผู้คนถึงให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผู้ว่าการ ธปท. ในครั้งนี้กันมากถึงขนาดนี้ วันนี้ผมขออธิบายคร่าวๆ ให้ท่านผู้อ่านพอเห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้นนะครับ
ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือที่เรารู้จักกันดีในนามของ
“แบงก์ชาติ” มีหน้าที่หลักๆ คือ 1) จัดพิมพ์และออกใช้ธนบัตรเพียงผู้เดียวในประเทศไทย2) กำหนดและดำเนิน
“นโยบายการเงิน” ซึ่งเป็นนโยบายที่ธนาคารกลางใช้สำหรับควบคุมปริมาณเงิน และต้นทุนของเงิน (ดอกเบี้ย) ที่หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้เพื่อให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพ และมีการเจริญเติบโตในทิศทางที่ต้องการ ส่วนใหญ่จะใช้นโยบายนี้ร่วมกับนโยบายการคลังของรัฐบาล3) เป็นนายธนาคารและนายทะเบียนหลักทรัพย์ของรัฐบาล เช่น การรับจ่ายเงินเพื่อบัญชีฝากของกระทรวงการคลัง การรับเก็บรักษาเงิน หลักทรัพย์ หรือของมีค่าอย่างอื่นเพื่อประโยชน์ของรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ
4) เป็นนายธนาคารของสถาบันการเงิน โดยการให้กู้ยืมเงินหรือให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่สถาบันการเงิน เพื่อเสริมสภาพคล่อง ส่วนงานรองอื่นๆ เช่น กำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน วิเคราะห์ฐานะและการดำเนินงาน ตลอดจนการบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงิน เพื่อให้มีเสถียรภาพ และ บริหารจัดการ และควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา เป็นต้น
ในขณะที่บทบาทและหน้าที่ของกระทรวงการคลังนั้น จะเน้นหนักไปทางด้านการเงินการคลังของแผ่นดินเป็นหลัก โดยมีภารกิจสำคัญที่แตกต่างจาก ธปท.โดยสิ้นเชิง นั่นคือ 1) การกำหนด
“นโยบายการคลัง” ซึ่งเป็นนโยบายในการหารายได้และการใช้จ่ายของรัฐบาล โดยรายได้มาจากการเก็บภาษีประเภทต่างๆ ทั้งจากผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้มีรายได้ อาทิ ภาษีเงินได้ ภาษีการค้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีศุลกากร เป็นต้น ส่วนการใช้จ่ายมาจากการจ่ายเงินงบประมาณ โดยผ่านทางส่วนราชการกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ2) กำหนดนโยบายภาษี และบริหารการจัดเก็บภาษี
3) กำหนดนโยบายรายจ่ายและหนี้สาธารณะ บริหารรายรับรายจ่ายและหนี้สาธารณะและบริหารพัสดุภาครัฐ
4) บริหารที่ราชพัสดุ เหรียญกษาปณ์ รัฐวิสาหกิจและหลักทรัพย์ และทรัพย์สินอื่นๆ ของรัฐ โดยมีภารกิจบางส่วนที่เชื่อมโยงกับ ธปท. ทั้งในส่วนของการกับกำกับดูแล ธปท. โดยทั่วไป เช่น ให้คำแนะนำในการแต่งตั้ง/ถอดถอนผู้ว่าการฯ รองผู้ว่าการฯ และกรรมการ ธปท. การรักษาการตามกฎหมาย (ได้แก่ พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ เงินทุน และเครดิต พ.ร.บ.เงินตรา พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน) เช่น พิจารณาให้/เพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ เงินทุน และเครดิต รวมไปถึงภารกิจอื่นๆ ได้แก่ การสร้างกลไกในการพัฒนาระบบการเงินและระบบสถาบันการเงิน เช่น เสนอ พ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองเงินฝาก และ พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต เป็นต้น
แต่ไม่ว่าภารกิจหลักของทั้งสองหน่วยงานจะแตกต่างกันเพียงใด เมื่อมองในภาพรวมแล้ว ทั้งสองหน่วยงานก็ต่างมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน นั่นคือ
“มุ่งเสริมสร้างและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” นั่นเอง เพียงแค่สวมหมวกกันคนละใบเท่านั้นเองครับ ทีนี้ท่านผู้อ่านคงพอจะเริ่มเข้าใจบทบาทและหน้าที่ของแบงก์ชาติและกระทรวงการคลังกันแล้วนะครับ จะได้ร้อง “อ๋อ!” กันสักทีว่า ทำไมหาผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ทั้งที ถึงสะเทือนกันไปทั้งประเทศ มันเป็นเพราะอย่างนี้แหละครับภายหลังจากการเกิด ปรากฏการณ์
“คุณประสาร” ขึ้น บรรดาสื่อมวลชนและผู้สื่อข่าวมักตั้งคำถามว่าผมมีความคิดเห็นต่อ “ผู้ว่าการฯ คนใหม่” อย่างไรบ้างโดยส่วนตัวแล้ว ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างมากที่ท่านได้รับตำแหน่งนี้ เพราะจากการที่ผมได้มีโอกาสทำงานร่วมกับท่านขณะที่ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการของธนาคารกสิกรไทยกว่า 6 ปี คุณประสารเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญรอบด้าน เข้าใจการทำงานของทั้งฝั่งที่เป็นธนาคารพาณิชย์ (ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการของธนาคารกสิกรไทย และเคยดำรงตำแหน่งกรรมการและประธานสมาคมธนาคารไทย) และฝั่งธนาคารแห่งประเทศไทย (เนื่องจากเคยดำรงตำแหน่งใน ธปท.) รวมถึงฝั่งตลาดทุน ที่ท่านเคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และมีผลงานเป็นที่ยอมรับทั้งจากนักลงทุนและนักวิชาการรวมทั้งหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งทำให้ท่านเป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ และความเข้าใจถึงกลไกตลาดเงินและตลาดทุนที่มีความเกี่ยวข้องกันเป็นอย่างดีอีกด้วย
การที่เราได้บุคคลที่เข้าใจมุมมองการทำงานทั้งสามด้านเป็นอย่างดี ทั้งด้านที่เกี่ยวกับการเงิน การธนาคารและตลาดทุน ประกอบกับรูปแบบการทำงานที่เด่นชัดของคุณประสาร นั่นคือเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ในการทำงาน และปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใส (Good Governance) ซื่อสัตย์สุจริต ประกอบกับเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามข้อควรพิจารณาคัดเลือกผู้ว่าการธนาคารเเห่งประเทศไทยทั้ง 13 ข้อ ผมจึงมีความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า ผู้ว่าการ ธปท. คนใหม่นี้จะเข้ามาช่วยพัฒนาภาคการเงิน ระบบธนาคาร ขยายวงกว้างไปถึงระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยให้สามารถแข่งขันบนเวทีโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นแน่นอนครับ







