
บทเรียนกองทุนฯ
โดย...ชัตน์วรี [email protected]
โดย...ชัตน์วรี [email protected]
เมื่อเร็วๆ นี้ รัฐบาลได้ปัดฝุ่นอัดฉีดเงินกองทุนหมู่บ้าน จำนวน 6 หมื่นล้านบาท โดยให้กองทุนหมู่บ้านละ 1 ล้านบาท ปล่อยกู้รายละ 1-3 หมื่นบาท คาดว่าจะมีประชาชนได้ประโยชน์ 10.5 ล้านคน ระยะเวลาดำเนินการ 7 ปี โดย 2 ปีแรกปลอดดอกเบี้ย
ไปค้นเจอรายงานการศึกษาเกี่ยวกับกองทุนหมู่บ้านของสำนักงบประมาณของรัฐสภา (Thai Parliament Budget Office : Thai PBO) หน่วยงานใหม่ที่ตั้งขึ้นเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับงบประมาณให้แก่สมาชิกรัฐสภาและประชาชนผู้สนใจ จัดทำโดย ศิริขวัญ วิเชียรเพลิศ นักวิเคราะห์งบประมาณปฏิบัติการ พบว่า มีประเด็นที่น่าสนใจ ซึ่งรัฐบาลควรที่จะต้องปรับปรุงนโยบายกองทุนหมู่บ้านให้เกิดประสิทธิภาพประสิทธิผลให้ดีกว่าเดิม
ทั้งนี้ นโยบายกองทุนหมู่บ้านเกิดในสมัย “รัฐบาลทักษิณ” เมื่อปี 2544 ตลอดระยะเวลา 14 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้กองทุนหมู่บ้านแล้ว 1.66 แสนล้านบาท
จากผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปี 2556 ระบุว่า กองทุนหมู่บ้านกลายเป็น “แหล่งเงินกู้หลัก” ของครัวเรือน 30.8% เป็นรองเพียงแหล่งเงินกู้ในระบบ คือ ธนาคาร 66.7% ขณะที่การพึ่งพิงหนี้นอกระบบลดลง จาก 7.9% ในปี 2552 เหลือ 4.6% ในปี 2556 โดยเฉลี่ยกู้เงินคนละ 1.5 หมื่นล้านบาท
ข้อดี คือ เพิ่มโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้มากขึ้น โดยนำเงินทุนไปสร้างอาชีพและเพิ่มรายได้ในครัวเรือน รวมทั้งยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น และบรรเทาค่าดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบ
ข้อเสีย-อุปสรรค คือ วงเงินกู้ที่ได้รับไม่เพียงพอ ขาดการจัดการที่มีประสิทธิภาพ ขาดความโปร่งใสและเกิดปัญหาหนี้เสีย
ข้อเสนอแนะ คือ ควรตรวจสอบผลการดำเนินงานกองทุนหมู่บ้าน กำหนดแนวทางเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ค้างชำระและเงินขาดบัญชีของกองทุนหมู่บ้าน ปรับปรุงการบริหารจัดการ จัดทำระบบบัญชีและระบบการบริหารจัดการเงินควรให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน การจัดเก็บข้อมูลและจัดทำฐานข้อมูลต้องมีความครบถ้วน ถูกต้อง ต่อเนื่อง และเป็นปัจจุบัน และสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายกองทุนหมู่บ้าน







