posttoday
รุ่นใหม่ทวีสุวัณณ์ต่อยอดจิวเวลรี่ สู่เดอะ การ์เด้น ลักชัวรี่ มอลล์

รุ่นใหม่ทวีสุวัณณ์ต่อยอดจิวเวลรี่ สู่เดอะ การ์เด้น ลักชัวรี่ มอลล์

11 กันยายน 2558

โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

 โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
 
 
ธุรกิจที่มีอายุยืนยาวและต้องการเติบโตได้ในอนาคต ต้องรู้จักการวางแผนขยาย ไม่ว่าจะเป็นการขยายไปสู่ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจเดิม ขยายผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในธุรกิจเดิมที่มีอยู่ หรือแม้กระทั่งขยับไปทำธุรกิจอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับธุรกิจเดิมเลย ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความถนัดของผู้ประกอบการเอง โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นรุ่นใหม่เข้ามาสืบทอดกิจการ จะเลือกกลยุทธ์ใด ก็ขึ้นอยู่กับความถนัดของตัวเองที่มีอยู่
 
ภัทร สุวัณณาคาร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทวีสุวัณณ์ 1986 ผู้บริหารโครงการเดอะ การ์เด้น ภูเก็ต ลักชัวรี่ มอลล์ เปิดเผยว่า เป็นผู้สืบทอดกิจการรุ่นที่ 4 โดยเดิมทีตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษทำห้างทองซินยูฉ่าง จากนั้นเมื่อมาถึงรุ่นพ่อก็ขยายมาเปิดร้านจิวเวลรี่ของตัวเองชื่อ  'ทวีสุวัณณ์' จำหน่ายเครื่องประดับเพชรและอัญมณี ทองรูปพรรณ และทองคำแท่ง โดยสาขาแรก อยู่ที่ถนนมนตรี  ใกล้กับโรงแรมเพิร์ล สาขาที่ 2 อยู่ที่ชั้น 1 จิวเวลรี่เซ็นเตอร์ เซ็นทรัล เฟสติวัล ภูเก็ต
 
อย่างไรก็ตาม คุณพ่อเริ่มอายุมากแล้ว ในฐานะรุ่นลูกจึงเริ่มกลับมาดูแลธุรกิจตั้งแต่ปี 2554 จากที่ก่อนหน้านั้นไปหาประสบการณ์ทำงานที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียนก่อน ทันทีที่เข้ามาช่วยดูแลกิจการก็สานต่อได้แบบไม่มีรอยต่อ เนื่องจากคลุกคลีอยู่กับกิจการมาตั้งแต่ยังเด็ก เคยช่วยออกความเห็นเรื่องการออกแบบ หรือช่วยเรื่องทำตลาดมาก่อนอยู่แล้ว
 
ทั้งนี้ หลังเข้ามาดูแลกิจการเต็มตัว ได้หารือกับทางครอบครัวว่า ถึงเวลาที่จะขยายธุรกิจแล้ว เนื่องจากธุรกิจร้านจิวเวลรี่เดิมที่ทำอยู่เริ่มอิ่มตัว จึงได้เสนอให้ทำโครงการลักชัวรี่ มอลล์ เพื่อต่อยอดธุรกิจ ซึ่งครอบครัวก็เห็นด้วย ในที่สุดจึงได้ลงทุนระยะที่ 1 รวม 100 ล้านบาท ก่อสร้างลักชัวรี่ มอลล์ ภายใต้ชื่อ เดอะ การ์เด้น ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 20 ไร่
 
ปัจจุบันใช้พื้นที่ไป 7 ไร่ เปิดให้บริการเดอะ การ์เด้น ตั้งแต่ 29 มี.ค. 2557 โดยมีร้านทวีสุวัณณ์ สาขาที่ 3 อยู่ภายในเดอะ การ์เด้น ด้วย ซึ่งชั้นล่างของร้านจะนำเสนอเพชรที่ออกแบบทันสมัย ส่วนชั้นบนของร้านจะนำเสนอเพชรที่ออกแบบตามแบบท้องถิ่นภูเก็ต ที่มีวัฒนธรรมลูกผสมไทย-จีน และวัฒนธรรมเพอรานากัน
 
 “สาเหตุที่ขยายเดอะ การ์เด้น เพราะมองเห็นธุรกิจท่องเที่ยวมีแนวโน้มเติบโตมาก โดยพื้นที่ที่ลงทุนโครงการอยู่ช่วงขาออกไปยังสนามบินนานาชาติภูเก็ต จึงถือเป็นทำเลศักยภาพสูง สำหรับนักท่องเที่ยวที่กำลังจะเดินทางกลับ หรือคนในท้องถิ่นจะมาใช้บริการ” ภัทร กล่าว

รุ่นใหม่ทวีสุวัณณ์ต่อยอดจิวเวลรี่ สู่เดอะ การ์เด้น ลักชัวรี่ มอลล์


 
สำหรับเดอะ การ์เด้น ระยะที่ 1 ตั้งเป้าหมายเป็นลักชัวรี่มอลล์ ที่เจาะตลาดลูกค้าเป้าหมายที่มีความต้องการเฉพาะ (นิช มาร์เก็ต) ออกแบบห้างให้ดูเรียบหรู ใช้วัสดุที่มีคุณภาพ เน้นผสานกับธรรมชาติ เก็บต้นไม้โดยรอบที่ดินที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 40 ปีไว้ ภายในเดอะ การ์เด้น มีพื้นที่สำหรับร้านค้าต่างๆ เช่า 22 ยูนิต ในจำนวนนี้ 50-60% เป็นกลุ่มจิวเวลรี่ ซึ่งรวมทวีสุวัณณ์ด้วย ส่วนที่เหลือเป็นธุรกิจร้านกาแฟ สถานที่จัดประชุม และขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับกลุ่มของที่ระลึก และสปาให้มาเข้าร่วมใช้พื้นที่
 
ภัทร กล่าวว่า ช่วงแรกที่เปิดเดอะ การ์เด้น ยังมีผู้ใช้บริการไม่มาก ส่วนหนึ่งเพราะคนเข้าใจว่าเป็นพื้นที่สำหรับรับทัวร์ คิดค่าสินค้าและบริการสูงๆ ทั้งที่จริงแล้วราคาสินค้าและบริการเท่ากับในท้องถิ่น อย่างไรก็ตามเริ่มมีคนเข้าใจมากขึ้นและทยอยมาใช้บริการอย่างต่อเนื่องแล้ว ทั้งคนในท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว 80-90% ยังเป็นคนไทย ที่เหลือเป็นต่างชาติ
 
หลังจากนี้มีแผนจะใช้พื้นที่ส่วนที่ยังว่างทำเป็นตลาดผลไม้ ดึงร้านขายผลไม้ต่างๆ เข้ามา คาดว่าจะเป็นส่วนสำคัญช่วยเพิ่มยอดผู้ใช้บริการต่างชาติได้ โดยตั้งเป้าหมายสัดส่วนผู้ใช้บริการในอนาคตเป็นคนไทย 20% ต่างชาติ 80% ซึ่งภายใน 1-2 ปี น่าจะอยู่ในระดับนี้ได้
 
ในอนาคตมีแผนขยายโครงการเดอะ การ์เด้น ระยะที่ 2 และ 3 บนพื้นที่ที่ยังเหลืออยู่ โดยจะขยายทุกๆ  5 ปี ทันทีที่ขยายจบระยะที่ 3 คาดว่าสัดส่วนธุรกิจจิวเวลรี่ ในเดอะการ์เด้น จะเหลืออยู่ 10-20% มีธุรกิจอื่นๆ มาเติมเต็มพื้นที่ให้ตอบสนองความต้องการนักท่องเที่ยวได้ดีขึ้น
 
ภัทร ระบุว่า ภาพรวมธุรกิจจิวเวลรี่ในภูเก็ตชะลอตัวเกือบทุกแห่ง แต่ทวีสุวัณณ์ยังเติบโตได้ เนื่องจากลูกค้าเป็นกลุ่มกำลังซื้อสูง ซึ่งตลาดคนชื่นชอบสะสมเพชร อัญมณียังมีอยู่ ประกอบกับทวีสุวัณณ์มีธุรกิจซื้อขายทองด้วย ดังนั้นจึงมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการต่อเนื่อง โดยส่วนหนึ่งซื้อเพื่อสะสมไว้ให้รุ่นลูกรุ่นหลาน
 
“ธุรกิจจิวเวลรี่ ไม่ใช่ขาขึ้น เป็นธุรกิจที่รายได้คงที่ ดังนั้นต้องผลักดันกลยุทธ์ใหม่ๆ ออกมาเพื่อให้ธุรกิจยังโตได้อยู่ เช่น นำวัฒนธรรมท้องถิ่นมาเป็นตัวช่วยด้านการออกแบบ ซึ่งบริษัทมีจุดแข็งคือออกแบบเอง หาวัตถุดิบเอง มีแบรนด์ที่ลูกค้ารู้จักมานานเชื่อถือ ประกอบกับให้ความสำคัญด้านบริการ จึงยังโตต่อไปได้” ภัทร กล่าว
 
ด้านหลักการทำงานที่ใช้ในการเข้ามาดูแลธุรกิจครอบครัวคือ ต้องเข้าใจความเป็นครอบครัว ใช้เหตุผลมาสนับสนุนในการทำงาน แม้ว่าเราจะเป็นรุ่นทายาท ความรู้และประสบการณ์ยังไม่มาก แต่หากมีเหตุผลรองรับที่ดีก็จะได้รับการยอมรับสนับสนุน และนอกจากเหตุผลแล้วอีกสิ่งที่ต้องใช้ในธุรกิจครอบครัวคือ ความรัก เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจครอบครัวยังเดินหน้าไปได้ราบรื่น
 
“สำหรับธุรกิจครอบครัว ถ้าหากเอาเหตุผลมาชนกันอย่างเดียว ไม่มีความรักความเข้าใจ จะเกิดการแตกหักได้ง่ายๆ ดังนั้นเราต้องมีความรักซึ่งกันและกันด้วย จึงจะทำให้ธุรกิจครอบครัวไปได้ดีอยู่” ภัทร กล่าว
 
ถือเป็นหลักการที่น่าสนใจทีเดียว สำหรับการทำธุรกิจครอบครัว เพราะนอกจากเหตุผลแล้ว ความรักก็จำเป็นดังที่กล่าวมาเช่นกัน เพราะจะเป็นสายใยสำคัญที่ทำให้คนในครอบครัวยังคงทำธุรกิจร่วมกันได้อย่างราบรื่น

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน