
คว่ำรธน.ฉุดหุ้นถอยกลับ
โบรกเกอร์ประเมินเลื่อนเลือกตั้งไปอย่างน้อยปี 2560 ดัชนีจะถอยไปตั้งหลัก 1,330-1,350
โบรกเกอร์ประเมินเลื่อนเลือกตั้งไปอย่างน้อยปี 2560 ดัชนีจะถอยไปตั้งหลัก 1,330-1,350
โบรกเกอร์หลายแห่งประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นหลังสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งส่งผลให้การเลือกตั้งต้องล่าช้าออกไปเป็นอย่างน้อยต้นปี 2560 จะส่งผลลบต่อภาวะการลงทุนในตลาดหุ้น และสื่อต่างชาติรายงานข่าวในเชิงลบไปทำนองเดียวกัน
การคว่ำรัฐธรรมนูญไม่ได้เป็นไปตามที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ มองไว้ ทำให้กระแสเงินทุนต่างประเทศที่คาดหวังว่าจะเห็นพลิกกลับมาเป็นบวกในเดือน ก.ย. รวมทั้งเป้าหมายดัชนีเดือน ก.ย.ที่คาดว่าจะขึ้นทดสอบ 1,400-1,420 จุด ดูเลือนรางหายไป ท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับช่วงเวลาที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน
ปัจจุบัน บล.ทิสโก้ มองว่าดัชนีน่าจะจบรอบดีดกลับไปแล้ว และกลับเข้าสู่แนวโน้มแกว่งลงอีกครั้ง โดยอาจถอยมาตั้งหลักใหม่แถว 1,330-1,350 จุด
สำหรับการซื้อขายระยะสั้นตามรอบ บล.ทิสโก้ แนะนำเข้าสู่โหมดรอดูสถานการณ์ เพื่อประเมินจังหวะการลงทุนรอบใหม่ สำหรับนักเก็งกำไรแนะลงแรงตั้งรับหากดีดกลับขายทำกำไร
ด้านนักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส เชื่อว่า ประเด็นนี้น่าจะสร้างบรรยากาศเชิงลบต่อตลาดหุ้น โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติที่ให้น้ำหนักต่อการมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง สะท้อนจากที่ต่างชาติได้ขายหุ้นไทยมาต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 (ขณะที่ประเทศในกลุ่ม TIP คือ ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ต่างชาติเพิ่งขายปีนี้ เป็นปีแรกในรอบ 3 ปี) จนทำให้การถือครองหุ้นของต่างชาติลดลงไปต่ำสุดที่ 31.78% (รวม NVDR ด้วย) ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำสุดในรอบ 7 ปี (เป็นระดับต่ำสุด ใกล้เคียงกับครั้งนี้คือ เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2551 แต่ยังสูงกว่าปี 2547 ที่ต่างชาติถือครองหุ้นไทยต่ำเพียง 28.53%) จึงคาดว่าเงินทุนต่างชาติน่าจะยังไม่กลับมาซื้อหุ้นไทย แต่น่าจะขายลดน้อยลง
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในมุมกลับ ช่วงระยะเวลาการเลือกตั้งที่ยาวนานออกไป ก็น่าจะเป็นการเปิดทางให้การกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลมีความต่อเนื่องขึ้น ซึ่งเป็นผลดีในระยะยาว ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนแนะนำให้เลือกหุ้นที่ได้ประโยชน์นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ โดยเฉพาะหุ้นที่ยังปรับตัวขึ้นน้อยกว่าตลาด เช่น บริษััท ช.การช่าง (CK) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร (DRT) บริษัท ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน (ROBINS) บริษัท ซินเท็ค คอนสตรัคชั่น (SYNTEC) บริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี (SAT)
นักวิเคราะห์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เชื่อว่า การลดลงของตลาดหุ้นไทยในช่วงสั้น จำกัด นักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศต่างรอดูผลของการทำงานจากทีมเศรษฐกิจ นำโดย “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ที่จะเร่งออกมาตรการช่วงสั้นมาช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นให้กลับมา เพื่อให้บรรยากาศการบริโภคและการลงทุนกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง ดังนั้นจึงแนะนำนักลงทุนที่ต้องการเก็งกำไรรอบสั้น อาจซื้อหุ้นเป้าหมายที่ 1,350 จุด
ตลาดหุ้นวันที่ 7 ก.ย. ตลาดไม่ได้ตกใจต่อการคว่ำรัฐธรรมนูญ แต่ได้รับผลกระทบจากตลาดหุ้นต่างประเทศหลายแห่งอ่อนตัวลง จากความวิตกเรื่องเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ก.ย. และเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงกว่าที่คาด ส่งผลให้ดัชนีหุ้นปิดที่ 1,371.40 จุด บวก 0.65 จุด นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 1,935.62 ล้านบาท
ด้านตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนปรับตัวเพิ่มขึ้นในตราสารอายุ 3-10 ปี ประมาณ 0.01-0.02% โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิประมาณ 1,439 ล้านบาท โดยรอปัจจัยใหม่ๆ







