posttoday
จับชีพจร ‘ส่งออก’ 7 เดือนทรุดทุกตลาด-นำเข้าดิ่ง

จับชีพจร ‘ส่งออก’ 7 เดือนทรุดทุกตลาด-นำเข้าดิ่ง

28 สิงหาคม 2558

สถานการณ์การส่งออกในช่วง 7 เดือนแรกของไทยยังคงอยู่ในภาวะย่ำแย่ต่อเนื่อง

โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์การส่งออกในช่วง 7 เดือนแรกของไทยยังคงอยู่ในภาวะย่ำแย่ต่อเนื่อง จากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวอย่างหนัก โดยตั้งแต่เดือน ม.ค.-ก.ค. พบว่าการส่งออกมีมูลค่า 1.25 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบ 4.66% ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 1.2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือติดลบ 8.64%

ทั้งนี้ เมื่อแยกรายละเอียดของการส่งออกรายกลุ่มสินค้า พบว่ากลุ่มสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ซึ่งมีสัดส่วน 15.4% ของภาพรวมการส่งออกยังคงติดลบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยในช่วง 7 เดือนมูลค่าส่งออกอยู่ที่ 1.92 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบ 6.2% สินค้าที่ส่งออกติดลบอย่างหนัก เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรและอาหารในตลาดโลกปรับตัวลดลงตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง ได้แก่ ยางพาราติดลบ 21.7% กุ้งสดแช่แข็งและแปรรูปติดลบ 18.3% อาหารทะเลแช่แข็ง กระป๋องและแปรรูปติดลบ 13.5% และสินค้าข้าวติดลบ 8.9%

“การส่งออกสินค้าเกษตรหลายตัวมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นก็จริง แต่ด้วยราคาที่ลดลงทำให้มูลค่าการส่งออกลดลง เช่น ข้าวราคาลดลง 7.6% ยางพาราราคาลดลง 19.3% และน้ำตาลทรายราคาลดลง 8.7%” กระทรวงพาณิชย์ ระบุ

สำหรับกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งมีสัดส่วน 78.5% ของภาพรวมการส่งออก พบว่า 7 เดือนแรกของปีมีมูลค่าการส่งออก 9.81 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบ 3.2% โดยสินค้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า มีอัตราการส่งออกติดลบ 2.1% ขณะที่สินค้าที่ติดลบหนักสุดจะเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เช่น น้ำมันสำเร็จรูป ติดลบ 20.6% เคมีภัณฑ์ ติดลบ 21.1% และเม็ดพลาสติก ติดลบ 14.1%

นอกจากนี้ หากพิจารณาการส่งออกเป็นรายตลาด พบว่าทั้งตลาดหลักและตลาดศักยภาพสูงติดลบหนักอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดหลักที่มีสัดส่วน 30.1% ของภาพรวมการส่งออกติดลบ 2.8% ได้แก่ ญี่ปุ่นติดลบ 7% สหภาพยุโรป(อียู) ติดลบ 5.5% ยกเว้นสหรัฐที่เพิ่มขึ้น 3.7% ส่วนตลาดศักยภาพสูงที่มีสัดส่วน 49.3% ติดลบ 5.1% เช่น อาเซียนติดลบ 4.2% โดยเฉพาะตลาดจีนที่มีสัดส่วน 10.8% ของภาพรวมการส่งออกติดลบ 6.2% และฮ่องกงติดลบ 9.2%

ขณะที่ตลาดศักยภาพรองที่มีสัดส่วน 19% ของภาพรวมการส่งออก พบว่าติดลบเช่นกัน โดย 7 เดือนแรกมูลค่าส่งออกติดลบ 6.4% ได้แก่ ตะวันออกกลางติดลบ 14.8% แอฟริกาติดลบ 15.6% รัสเซียและซีไอเอสติดลบ 44.5% แคนาดาติดลบ 4.2% ส่วนตลาดอื่นๆ มีสัดส่วน 1.6% ของภาพรวมการส่งออกติดลบ 5.1%

กระทรวงพาณิชย์วิเคราะห์ว่า การทรุดตัวของการส่งออกทั้งรายตลาดและสินค้าเป็นผลจากภาพรวมเศรษฐกิจโลกและตลาดคู่ค้าหลักที่ชะลอตัวลง โดยเฉพาะสหรัฐ อียู ญี่ปุ่น และจีน ส่งผลให้การนำเข้าของทุกประเทศทั่วโลกหดตัว โดยในช่วง 6 เดือน (ม.ค.-มิ.ย.) ญี่ปุ่นนำเข้าสินค้าลดลง 21% จีนนำเข้าลดลง 19.2% ฝรั่งเศสนำเข้าลดลง 18% เกาหลีใต้นำเข้าลดลง 15.6% แม้แต่สหรัฐที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวขึ้นแต่การนำเข้าก็ลดลง 3.4%

ขณะที่ฝั่งนำเข้าสินค้าของไทย ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดการลงทุนและการส่งออกในอนาคต พบว่าการนำเข้าสินค้าทุนที่มีสัดส่วน 27.9% ของการนำเข้าภาพรวมติดลบ 5.09% ได้แก่ เครื่องจักรและส่วนประกอบติดลบ 9.81% ผลิตภัณฑ์โลหะติดลบ 8.51% เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบติดลบ 3.47% ส่วนสินค้าวัตถุดิบ/กึ่งสำเร็จรูปที่มีสัดส่วนนำเข้า 39.25% ของการนำเข้าภาพรวมติดลบ 0.4% แต่ปรากฏว่าเหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์ติดลบสูงถึง 7.98%

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยที่มีสัดส่วน 11.06% ของภาพรวมการนำเข้า กลับมีการนำเข้าเพิ่ม 4.43% ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรมเพิ่มขึ้น 3.73% ผัก ผลไม้ และของปรุงแต่งเพิ่มขึ้น 28.65%

“เงินบาทที่อ่อนค่ามาอยู่ที่ 35.60 บาท/เหรียญสหรัฐ ทำให้ราคานำเข้าสินค้าแพงขึ้น ประกอบกับความไม่มั่นใจต่อเศรษฐกิจของไทย จะส่งผลต่อการลงทุนในระยะนี้” แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ ประเมิน

การส่งออกไทยยังอาการหนัก และเสี่ยงลากยาวถึงปีหน้า

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน