posttoday
ทายาท'ไทยเอ็นดีที' ต่อยอดสู่ธุรกิจต้นน้ำ

ทายาท'ไทยเอ็นดีที' ต่อยอดสู่ธุรกิจต้นน้ำ

28 สิงหาคม 2558

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจเติบโตได้คือการต่อยอดโดยใช้ความรู้พื้นฐานของธุรกิจเดิมที่มีอยู่ขยายไปสู่ธุรกิจใหม่ๆ

โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจเติบโตได้คือการต่อยอดโดยใช้ความรู้พื้นฐานของธุรกิจเดิมที่มีอยู่ขยายไปสู่ธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งทายาทบริษัท ไทย เอ็น ดี ที ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่เลือกใช้วิธีนี้

ธนรรจ์ ศตวุฒิ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทย เอ็น ดี ที เปิดเผยว่า บริษัททำธุรกิจตรวจสอบความปลอดภัยทางด้านวิศวกรรม เน้นไปที่ลูกค้ากลุ่มพลังงาน ถือเป็นการทำธุรกิจปลายน้ำที่มีลูกค้าทำธุรกิจต้นน้ำ ซึ่งการที่บริษัทจะไปตรวจสอบใครได้นั้น ก็ต้องมีความรู้ในกระบวนการทำงานของธุรกิจต้นทุนก่อน จากเหตุผลนี้เองทำให้บริษัทสั่งสมความรู้ในธุรกิจต้นน้ำมาเรื่อยๆ และเริ่มเกิดแนวคิดว่าอยากกระจายความเสี่ยงจากธุรกิจหลักที่ทำอยู่ ด้วยการมุ่งไปสู่ธุรกิจต้นน้ำบ้าง

ทั้งนี้ โดยส่วนตัวก็เริ่มช่วยครอบครัวมองหาช่องทางทำธุรกิจต้นน้ำตั้งแต่ช่วงที่กำลังศึกษาต่ออยู่  ระหว่างนั้นได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมโรงไฟฟ้าพอดี ทำให้เริ่มสนใจเสนอโครงการโรงไฟฟ้าให้ครอบครัวเดินหน้าลงทุน จากนั้นก็เริ่มเข้ามาช่วยงานในบริษัทเต็มตัวกว่า 2 ปีแล้ว โดยตัดสินใจร่วมลงทุนกับพันธมิตรที่ทำเกี่ยวกับถ่านหินในเมียนมาเพื่อทำโรงไฟฟ้าถ่านหินในเมียนมาร่วมกัน

ภายใต้ชื่อบริษัท ทีเอ็นดีที พาวเวอร์ เป็นบริษัทลูกของไทย เอ็น ดี ที จะผลิตไฟฟ้ารองรับความต้องการใช้ไฟในเมียนมาที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ตามการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยทั้งสองฝ่ายใช้เงินลงทุนร่วมกันไปกว่า 2,000 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงไฟฟ้าคาดว่าจะเริ่มผลิตได้จริงปี 2559-2560

"ก่อนไปจะร่วมทุนทำโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เมียนมาก็ใช้เวลาศึกษาอยู่นาน เพราะเป็นการเข้าไปในประเทศกำลังพัฒนา กฎหมายยังไม่มีความแน่นอน ต้องศึกษานาน 3-4 ปี เรียนรู้จากพันธมิตรที่ทำอยู่แล้วในเมียนมาก่อน ว่าหากเข้าไปแล้วโอกาสมีมากแค่ไหน คุ้มค่าการลงทุนหรือไม่ ศึกษาวัฒนธรรมคนท้องถิ่น กฎหมายการลงทุนของเมียนมา และความต้องการใช้ไฟฟ้า ซึ่งก็รอเวลาจนมองว่าพร้อมแล้วจึงเข้าไป" ธนรรจ์ กล่าว

สำหรับพันธมิตรจะช่วยหาช่องทางในการจำหน่ายไฟฟ้าให้ โดยระยะแรกคาดว่าจะผลิตไฟฟ้าออกมารองรับความต้องการในพื้นที่ใกล้เคียงโรงไฟฟ้าถ่านหินก่อน เป็นการทำสัญญาขายให้กับการไฟฟ้าในพื้นที่นั้น จากการประเมินเบื้องต้นมีความต้องการ 20 เมกะวัตต์ ภายใน 3-5 ปีหรืออาจมากกว่านั้น ซึ่งก็คงจะเน้นผลิตให้เพียงพอกับความต้องการที่มี ยังไม่เร่งกระจายไปยังพื้นที่รอบนอก เพราะเกรงว่าหากมีความต้องการใช้ไฟเข้ามาสูง แล้วปริมาณไฟที่ผลิตให้ได้ไม่เพียงพอกับความต้องการผู้ซื้อก็จะไม่เป็นผลดี

ธนรรจ์ ระบุว่า ในฐานะที่เริ่มทำงานกับบริษัท ไทย เอ็น ดี ที เป็นแห่งแรกก็ถือเป็นความท้าทายเพราะไม่มีประสบการณ์ที่อื่นมาก่อน แต่ข้อดีคือธุรกิจที่ทำเป็นธุรกิจตรวจสอบเข้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจต้นน้ำเป็นประจำ จึงทำให้รู้จักกับบุคลากรในธุรกิจต้นน้ำจำนวนมาก สามารถเชิญบุคลากรเหล่านั้นมาช่วยให้คำแนะนำได้ ในฐานะที่มีประสบการณ์มาก่อน ซึ่งตัวผมก็ได้ประโยชน์ในการเรียนรู้กับคนเหล่านี้ด้วย เหมือนเป็นการเริ่มต้นใหม่เรียนรู้อีกครั้ง โดยนอกจากการไปลงทุนในเมียนมาร์แล้วก็ยังมองความเป็นไปได้ในการเข้าไปลงทุนประเทศอื่นๆ เช่นกัน โดยคาดหวังว่าในอนาคตธุรกิจโรงไฟฟ้านี้จะกลายเป็นรายได้หลักในระยะยาว

ด้านหลักการทำงานที่ใช้นั้น เนื่องจากบริษัท ไทย เอ็น ดี ที ตั้งมานานกว่า 30 ปี ตั้งแต่เกิดมาก็เห็นธุรกิจนี้มีอยู่แล้ว จึงได้คลุกคลีกับการทำงานของรุ่นพ่อแม่ตั้งแต่ต้น ขณะเดียวกันเนื่องจากบริษัทต้องไปคลุกคลีกับหลายธุรกิจ การได้เข้ามาทำงานที่นี่จึงเป็นเหมือนช่องทางให้ได้ฝึกงานเรียนรู้เข้าใจธุรกิจหลายๆ ด้านไปในตัว เช่น ก่อสร้าง พลังงาน ซึ่งแต่ละวันก็จะยึดหลักว่าต้องเรียนรู้ให้ได้มากที่สุด

ธนรรจ์ กล่าวว่า ปัจจุบันอายุ 31 ปี แม้จะทำงานกว่า 2 ปีแล้ว แต่ก็ถือว่าประสบการณ์ทำงานยังน้อย คุณวุฒิอาจยังไม่สูงมากมีบ้างบางครั้งที่มีความเห็นต่างกับคนที่อายุมากกว่า แต่สุดท้ายจะเดินหน้าไปด้วยดีหรือไม่ อยู่ที่ตัวเราว่าจะเปิดรับคำสอนของผู้ที่มีประสบการณ์สูงกว่ามาได้เท่าไหร่ หากมองให้ดีการเป็นเด็กก็เป็นเหมือนโอกาสที่ทำให้เรียนรู้ได้ง่าย หากมีความสงสัยในเรื่องต่างๆ ก็ยังเปิดใจรับได้ง่าย หากมีปัญหาก็พร้อมเปิดตัวเอง เรียนรู้และปรับตัว

"คุณพ่อคุณแม่สอนเสมอว่าอย่าทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว ถ้าเราคิดว่าเรารู้แล้วเราจะเติบโตได้ยาก ถ้าเรารู้สึกว่ายังมีความต้องการรู้อีกทั้งเรื่องงานและเรื่องอื่นๆ เราจะสามารถขวนขวายเพื่อให้รู้ได้มากขึ้น นอกจากนี้เราควรเป็นผู้ฟังที่ดี จะเป็นอีกสิ่งที่ทำให้เราได้เปรียบ เพราะการได้รับฟังประสบการณ์จากคนอื่น ดีกว่าการนำเสนอส่วนที่ดีของเราอยู่ฝ่ายเดียว ขณะเดียวกันเราต้องพยายามเป็นมิตรกับผู้อื่น เพราะจะได้เปรียบในการทำงาน เนื่องจากจะมีความสบายใจในการทำงาน สุดท้ายไม่ว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่ ต้องคิดถึงความสุขของตนเองและคนรอบข้างเสมอ บางครั้งอาจจะทำงานดี แต่ไม่มีความสุข กดดันมากเกินไป ก็อาจเป็นผลลบในอนาคตได้" ธนรรจ์ กล่าว

ขณะที่ในฐานะคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาช่วยสานต่อธุรกิจครอบครัวนั้น มองว่าจะต่อยอดธุรกิจครอบครัวให้เติบโตได้จะต้องรู้จักการผสมผสานที่ดี โดยคนรุ่นเดิมที่เดินเครื่องธุรกิจมานานมีประสบการณ์สูง อาบน้ำร้อนมาก่อน ส่วนคนรุ่นใหม่อยู่ในช่วงที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีต่างๆ รวดเร็ว ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา เมื่อต้องมาทำธุรกิจก็ปรับตัวเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น ดังนั้นการทำงานก็ต้องใช้ความเก๋าของคนรุ่นเก่าควบคู่กับการนำเทคโนโลยีมาปรับปรุงการทำธุรกิจให้ง่ายขึ้นในแบบคนรุ่นใหม่ ซึ่งก็จะทำให้ธุรกิจโตได้ยั่งยืนในอนาคต

หากรู้จักนำความรู้เดิมที่มีมาขยายเพิ่มเติมเชื่อมโยงสู่ความรู้ใหม่ๆ ได้ ก็จะช่วยให้ธุรกิจมีโอกาแตกแขนงและโตได้โดยมีรากฐานที่แข็งแกร่งได้ไม่ยาก

ชื่อ-นามสกุล ธนรรจ์ ศตวุฒิ

อายุ 31 ปี

ประวัติการศึกษา ปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเอเชียน สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า

ปริญญาโท มหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม ซิตี้ สาขาวิศวกรรมการออกแบบและพัฒนา

กำลังศึกษาต่อปริญญาเอก มหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม ซิตี้ สาขาวิศวกรรมการออกแบบและพัฒนา

ประวัติการทำงาน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทย เอ็น ดี ที

ปรัชญาการทำงาน ในทุกๆ วัน สิ่งที่เจอมาทุกอย่างคือการเรียนรู้ ไม่ว่าจะดีหรือร้าย

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน