ตำรวจเกณฑ์
โดย...รุจิระ บุนนาค
โดย...รุจิระ บุนนาค
ร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ... ฉบับใหม่ ได้มีบทบัญญัติใหม่ในเรื่องตำรวจเกณฑ์โดยให้อยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ปัจจุบันชายไทยที่มีอายุครบ 21 ปีบริบูรณ์ จะต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหารใน 3 เหล่าทัพ คือ กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ ร่าง พ.ร.บ.นี้จะเพิ่มตำรวจเข้าไป โดยจะใช้วิธีการเดียวกับการเกณฑ์ทหาร คือการจับใบดำใบแดง แต่จะเพิ่มเข้าไปอีกจำนวน 1 หมื่นอัตรา เพื่อเป็นตำรวจเกณฑ์
ตำรวจเกณฑ์จะได้รับเงินค่าตอบแทน 10,000 บาท/เดือน ประจำการ 2 ปี จึงปลดประจำการ แต่ถ้าสามารถทำผลงานได้ดี อาจได้รับบรรจุเป็นข้าราชการตำรวจชั้นประทวนต่อไป
พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ให้เหตุผลที่ต้องมีตำรวจเกณฑ์ เพราะกำลังพลของตำรวจในปัจจุบันไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติภารกิจ ตำรวจหนึ่งคนต้องดูแลประชาชนถึง 800 คน โดยเฉพาะช่วงที่มีการชุมนุม เทศกาล ประกอบกับอาชญากรรมสลับซับซ้อนมากขึ้น
ฝ่ายที่เห็นด้วยเพราะเชื่อว่า หากมีตำรวจเพิ่มขึ้น ปัญหาอาชญากรรมจะลดลง
ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย เห็นว่าการเกณฑ์ตำรวจขัดต่อรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไม่ให้มีการเกณฑ์แรงงาน ยกเว้นเพื่อการศึกสงคราม จำนวนตำรวจในปัจจุบันมีสัดส่วนเหมาะสมกับจำนวนประชากรอยู่แล้ว เพราะจำนวนประชากรมี 65 ล้านคน ตำรวจทั้งประเทศมี 2.2 แสนคน อัตราส่วน 1:300 คน ไม่ใช่ 1:800 คน
เหตุผลนี้มีความสอดคล้องกับข้อมูลขององค์กรสหประชาชาติที่เคยให้ว่า แต่ละประเทศควรมีตำรวจอย่างน้อย 222 คน ต่อประชากร 1 แสนคน หรือเป็นอัตราส่วนคือ 1:450 คน
หน้าที่สำคัญของตำรวจ คือ การบังคับใช้กฎหมาย หากตำรวจเกณฑ์ที่ผ่านการอบรมระยะเวลาไม่ถึงครึ่งปี และมีประสบการณ์ไม่มากนัก มาเป็นผู้ใช้บังคับกฎหมาย อาจทำให้มีการใช้อำนาจหน้าที่เกินสมควรแก่เหตุได้ และจะทำให้ประชาชนเดือดร้อนได้ เพราะตำรวจมีอำนาจเกี่ยวกับการขัดขวางยับยั้งสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมือง ตามที่รัฐธรรมนูญให้หลักประกันไว้ เช่น การจับกุมความผิดซึ่งหน้าตามที่กฎหมายกำหนดไว้โดยไม่ต้องขอหมายจับจากศาล
ความจริงแล้ว หากมีการนำงบประมาณที่จะใช้สำหรับตำรวจเกณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นการจับใบดำใบแดง การจ้างบุคลากรให้การฝึกอบรม มาใช้เพื่อการรักษาความปลอดภัยของบ้านเมือง เช่น การติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) ติดตามสถานที่ล่อแหลม การเปิดอบรมอาสาสมัครชุมชนและให้ค่าตอบแทน การเพิ่มสายตรวจออกตรวจทั้งกลางวันและกลางคืน การเพิ่มหมายเลขโทรศัพท์สำหรับแจ้งเหตุด่วนเหตุร้าย ย่อมจะมีส่วนช่วยให้อาชญากรรมลดลง หรือแม้การปฏิรูปองค์กรย่อมจะทำให้เกิดประโยชน์ต่อภาษีของประชาชน เช่น ออกตรวจพื้นที่ สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประชาชน เมื่อประชาชนเห็นว่าตำรวจเป็นมิตรและมีความรู้สึกคุ้นเคย เมื่อเกิดเรื่องไม่ชอบมาพากล ก็กล้าที่จะแจ้งให้ตำรวจทราบ เพราะประชาชนย่อมรู้จักพื้นที่ของตนเป็นอย่างดี
การให้ตัวตำรวจเองเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับอาชีพตำรวจ ก็มีความสำคัญเช่นกัน เพราะตำรวจบางคนชอบโอ้อวดอำนาจ หรือที่ชาวบ้านชอบว่ากันว่า “บ้าอำนาจ” อำนาจที่ตำรวจมีอาจเป็นอันตรายต่อประชาชนได้และที่สำคัญตำรวจมีปืน ในขณะที่ชาวบ้านทั่วไปไม่มีปืนและถึงมีก็ไม่อยากมีปัญหากับตำรวจ
ในปัจจุบันความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีมีความเจริญมาก หากรัฐใช้งบประมาณทางด้านนวัตกรรมทางเทคโนโลยี เพื่อความเชื่อมโยงของระบบฐานข้อมูล และปรับปรุงองค์ตำรวจที่มีอยู่ในปัจจุบัน ย่อมทำให้ปัญหาอาชญากรรมลดลงได้เช่นกัน ความจำเป็นที่จะมีตำรวจเกณฑ์อาจลดน้อยลงเช่นกัน


