
เพิ่มช่องเอสเอ็มอี เข้าถึงแหล่งเงิน
คาดว่าจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้ภายในต้นเดือน ต.ค.นี้ สำหรับร่าง พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ ที่ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว
คาดว่าจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้ภายในต้นเดือน ต.ค.นี้ สำหรับร่าง พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ ที่ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว
นายชัยณรงค์ โชไชย รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า หลังประกาศร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ในราชกิจจานุเบกษา กฎหมายจะมีผลบังคับใช้หลังจากนั้น 240 วัน หรือจะมีผลบังคับใช้ในช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ค. 2559 ซึ่งกรมในฐานะที่มีหน้าที่รับผิดชอบต่อการดำเนินการตามกฎหมายฉบับนี้ได้เตรียมความพร้อมไว้แล้ว
“เราได้จัดตั้งสำนักงานทะเบียนหลักประกันทางธุรกิจเพื่อดูแลการปฏิบัติตามกฎหมาย พร้อมทั้งจะเปิดอบรมให้ความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการอย่างน้อย 1 หมื่นราย โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) รวมทั้งเปิดให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ธนาคารพาณิชย์ 22 แห่ง บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ 5 แห่ง บริษัทประกันชีวิต 23 แห่ง และบริษัทประกันวินาศภัย 44 แห่ง เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถใช้ประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ได้อย่างเต็มที่” นายชัยณรงค์ กล่าว
นายชัยณรงค์ ระบุว่า กฎหมายดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยที่มีอยู่ 2.8 ล้านราย เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้นและง่ายขึ้น โดยสามารถนำทรัพย์สินอื่นๆ นอกเหนือจากสินทรัพย์ที่ใช้เป็นหลักประกันปกติ เช่น วัตถุดิบ สินค้าคงคลัง เครื่องบิน เรือเดินทะเล ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร และเครื่องหมายการค้า เป็นต้น ไปใช้เป็นหลักประกันการชำระหนี้ได้ และไม่จำเป็นต้องส่งมอบทรัพย์สินไปให้นายประกัน ทั้งยังสามารถใช้ทรัพย์สินเหล่านั้นในการผลิตสินค้าหรือบริการเพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มได้ด้วย
“หากเอสเอ็มอีจะเข้าถึงแหล่งทุนได้ จะต้องใช้ทรัพย์สิน เช่น บ้าน อาคาร ที่ดิน ไปจำนองหรือจำนำกับสถาบันการเงินเพื่อให้ได้เงินมา แต่กฎหมายใหม่ไม่ต้อง เพียงมีทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันตามกฎหมายใหม่ ก็ไปขอกู้เงินจากสถาบันการเงินได้ ซึ่งจะทำให้เรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินทุนง่ายขึ้น และนำไปสู่การขยายกำลังการผลิต การจ้างงานเพิ่ม ส่วนสถาบันการเงินจะได้รับประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ เพราะสามารถขยายการใช้สินเชื่อได้เพิ่มมากขึ้น เพราะมีประเภทหลักทรัพย์ที่จะนำมาค้ำประกันเงินกู้เพิ่มขึ้น” นายชัยณรงค์ กล่าว
นอกจากนี้ กรมจะอบรมผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลหลักประกันทางธุรกิจ เช่น เจ้าหน้าที่รัฐ ผู้เชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านกฎหมาย บัญชี เศรษฐศาสตร์ ประเมินราคาทรัพย์สิน หรือบริหารธุรกิจ







