posttoday
จี้ปรับโครงสร้างใหญ่ หนี 4 กับดักเศรษฐกิจ

จี้ปรับโครงสร้างใหญ่ หนี 4 กับดักเศรษฐกิจ

26 สิงหาคม 2558

โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

ภาวะเศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำกว่าศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ทำให้สำนักวิจัยเศรษฐกิจต้องออกมาปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยกันยกใหญ่ ตั้งแต่ปีที่แล้วถึงปีนี้น่าสังเกตว่า อะไรเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ศักยภาพในการเติบโตของไทยลดลง ทั้งที่ปี 2558 ไม่มีสถานการณ์การเมืองมาฉุดรั้งเหมือนเมื่อ 2 ปีก่อน

อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า นอกจากปัจจัยความผันผวนจากต่างประเทศที่ทุกประเทศต้องเผชิญแล้ว ไทยยังต้องประสบปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจหลายด้าน และกลายเป็นกับดักที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตถอยหลังลงเรื่อยๆ จากที่เคยโตได้เฉลี่ยปีละ 5-6% เหลือเพียง 2-3%

กับดัก 4 ประการที่ไทยกำลังเผชิญอยู่ขณะนี้ คือ กับดักรายได้ปานกลาง กับดักสภาพคล่อง กับดักความเชื่อมั่น และกับดักประชากร ที่ต้องการให้ทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ของรัฐบาลให้ความสำคัญในการแก้ไข

เริ่มจากกับดักรายได้ปานกลาง ที่ทำให้ไทยไม่สามารถเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วได้ ทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้เพียงปีละ 2-3% กับดักตัวนี้จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างและนโยบายเศรษฐกิจใหม่ ด้วยการส่งเสริมสินค้าส่งออกที่เป็นสินค้านวัตกรรม ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา แทนสินค้าอุตสาหกรรม
แบบเดิมๆ

ต่อมา กับดักสภาพคล่อง เห็นได้จากการลดดอกเบี้ย 2 ครั้งที่ผ่านมา ไม่ช่วยให้สินเชื่อเพื่อการลงทุนและการบริโภคเติบโตมากนัก เพราะปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่ต้นทุนการเงินสูง แต่มาจากรายได้ประชากร
ลดลง โดยเฉพาะรายได้ภาคเกษตรที่หดตัวแรงและอยู่ระดับต่ำไปอีกนาน ทำให้ขาดกำลังซื้อ ค้าขายฝืดเคือง ธุรกิจจึงชำระหนี้ได้น้อยลง ขณะที่หนี้ครัวเรือนที่สูง ทำให้ความสามารถในการกู้ลดลง กลายเป็นกับดักสภาพคล่อง

สำหรับกับดักความเชื่อมั่น มาจากเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้า กำลังซื้ออ่อนแอ ทำให้ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอย และผู้ประกอบการขาดความเชื่อมั่นในการลงทุนขยายกำลังการผลิต การแก้กับดักนี้ต้องร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ ที่ต้องเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนเพื่อนำภาคเอกชนให้มีความเชื่อมั่นและลงทุนตาม

สุดท้าย คือ กับดักประชากร จากการที่ไทยกำลังเผชิญปัญหาสังคมสูงอายุ ขาดแคลนแรงงาน ทำให้ความน่าสนใจที่จะลงทุนตั้งฐานการผลิตในไทยน้อยลง ขณะที่แรงงานมีทักษะยังน้อย ต้องได้รับการพัฒนาฝีมือแรงงานอย่างเร่งด่วนเพื่อรองรับการลงทุนแนวใหม่ หากต้องการก้าวข้ามกับดักรายได้ไปสู่ประเทศส่งออกสินค้านวัตกรรม

ทั้งนี้ ซีไอเอ็มบี ไทย ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจปี 2558 จาก 3.3% เหลือ 2.5% และปี 2559 ปรับลดจาก 4.1% เหลือ 3.3% เนื่องจากความเสี่ยงทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ทั้งความไม่แน่นอนในการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ เศรษฐกิจจีนชะลอตัว ราคาน้ำมันที่ลดลงจนกระทบราคาสินค้าเกษตร รวมทั้งโครงการลงทุนภาครัฐที่ล่าช้า

สำหรับทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ของรัฐบาลนั้น อมรเทพ ระบุว่า มีโจทย์เศรษฐกิจที่ซับซ้อนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ทั้งปัจจัยภายในและภายนอก แต่เชื่อว่าผู้เข้ามารับหน้าที่มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เห็นได้จากการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ซึ่งจะช่วยให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจได้ แต่ต้องระวังเรื่องวินัยทางการคลังและหนี้ครัวเรือนด้วย

“มาตรการกระตุ้นที่ รมว.คลังประกาศออกมา อาจดูคล้ายกับประชานิยม ไม่ว่าจะเป็นการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำผ่านธนาคารรัฐลงสู่เกษตรกรและผู้ค้ารายย่อย แต่เชื่อว่าจะเป็นสิ่งที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ ทางที่ดีอยากให้ทำควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างภาคเกษตร เน้นการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ลดต้นทุนปัจจัยการผลิต ลดพื้นที่เพาะปลูกเนื่องจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ และจูงใจแรงงานเกษตรเข้าสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงกว่า เป็นต้น” อมรเทพ กล่าว

สำหรับปัจจัยภายนอกนั้น โจทย์ใหญ่ของทีมเศรษฐกิจที่ต้องฝ่าฟันความผันผวน คือ ค่าเงินบาท ในภาวะที่โลกกำลังเข้าสู่สงครามค่าเงิน หรือการใช้นโยบายให้ค่าเงินอ่อนค่าเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออก จะทวีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อจีนลงมาเล่นค่าเงินโดยตรง

ทั้งนี้ ซีไอเอ็มบี ไทย ได้ปรับคาดการณ์ค่าเงินบาทสิ้นปีนี้จาก 36 บาท/เหรียญสหรัฐ เป็น 37 บาท/เหรียญสหรัฐ และปีหน้าแนวโน้มขยับอ่อนค่าลงต่อที่ 38 บาท/เหรียญสหรัฐ โดยมีความเป็นไปได้ที่เงินบาทจะอ่อนค่าลงไปแตะระดับ 40 บาท/เหรียญสหรัฐ หากสงครามค่าเงินปะทุแรงขึ้นตามการอ่อนค่าของสกุลเงินที่นำโดยจีนและประเทศที่มีการค้าเชื่อมโยงกับจีน

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน