
ไม่มีคำว่าสาย
โดย...พัชร สมะลาภา
โดย...พัชร สมะลาภา
หากมองย้อนกลับไปในอดีต ใครหลายๆ คนต้องเคยได้ยินชื่อ ไดสตาร์ (Distar) เพราะเป็นยี่ห้อเครื่องใช้ไฟฟ้าของไทยในยุคแรกๆ ที่ได้รับความนิยมและอยู่ในประเทศไทยมากว่า 20 ปี คุณวิวัฒน์ ทีฆคีรีกุลประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไดสตาร์ อิเลคทริก คอร์ปอเรชั่น เริ่มต้นทำธุรกิจตั้งแต่ปี 2525 มีโรงงานผลิตเป็นของตัวเอง ระยะแรกมีผลตอบรับดี แต่หลังจากเปลี่ยนต้นทุนทางด้านภาษีเป็น 0% การมีโรงงานผลิตไม่ได้เป็นข้อได้เปรียบคู่แข่งอีกต่อไป ประกอบกับเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ต้องหยุดผลิตสินค้าไป
ในช่วงที่ไดสตาร์เริ่มหายจากตลาด เป็นช่วงที่คุณพงศ์วิวัฒน์ ลูกชายคนเล็กของคุณวิวัฒน์ได้เข้ามาช่วยงานบริษัท คุณพงศ์วิวัฒน์เป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรง เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงที่สำคัญของบริษัทที่พยายามหาโอกาสใหม่ๆ มาทดแทนธุรกิจของพ่อ ตั้งแต่ธุรกิจรถ NGV หลังจากนั้นก็ลองเปลี่ยนมาทำธุรกิจอาหารกล่อง ขายชุดชั้นในนำเข้าจากเกาหลี โดยนำเอาสินค้ามาขายบนรถบรรทุกเล็ก NGV ทำมาได้สักระยะหนึ่งยังไม่ประสบความสำเร็จอีก จนคุณพงศ์วิวัฒน์ได้เห็นเทรนด์การเติบโตของธุรกิจเครื่องสำอางในประเทศไทย จึงลองนำเอาเครื่องสำอางจากเกาหลี ญี่ปุ่น เข้ามาขาย ปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี จึงเป็นจุดเริ่มต้นของร้านคาร์มาร์ท (Karmarts) ซึ่งชื่อร้านก็มาจากรูปแบบการขายของด้วยรถเคลื่อนที่ (Market by Car)
แนวคิดในการทำธุรกิจของ Karmarts คือ การนำเข้าเครื่องสำอางมัลติแบรนด์จากประเทศทางแถบเอเชียอย่างเกาหลี ญี่ปุ่น และไต้หวัน มาขายเพื่อสร้างความหลากหลาย ปัจจุบันนี้มีสินค้าให้เลือกกว่า 30 แบรนด์ มีสินค้ามากกว่า 3,000 รายการ ซึ่งธุรกิจเครื่องสำอางในบ้านเราแข่งขันที่สูงมาก แต่ก็ไม่เป็นเรื่องที่น่าหนักใจสำหรับ Karmarts เพราะ Karmarts ทำตลาดด้วยการจำหน่ายสินค้าเกาหลีแบรนด์
รองๆ ที่มีคุณภาพเทียบเท่าแบรนด์ดัง และสร้างจุดขายให้สินค้าให้เป็นที่จดจำ เช่น มาสคาราของ Karmarts ทาแล้วตาสะพรึง แป้งพัฟทาแล้วติดทนนาน สวยเนียนเหมือนกระเบื้องเคลือบ
หลังจากทดลองตลาดเครื่องสำอางและเริ่มจับทางถูกแล้วว่าสินค้าตัวไหนขายดี Kamarts ก็เริ่มมีการผลิตสินค้าขึ้นเองโดยใช้ชื่อแบรนด์ Cathy Doll ซึ่งมีคุณภาพระดับเดียวกับแบรนด์เกาหลีดังๆ เพราะใช้วัตถุดิบตัวเดียวกัน แต่มีราคาที่ถูกกว่า เพราะไม่มีต้นทุนทางด้านโฆษณา จากยอดขายที่โตอย่างต่อเนื่อง ทำให้ Karmarts ขยายช่องทางการขายครอบคลุมตัวแทนจำหน่ายและร้านค้าปลีกรวมกว่า 1,500 ร้านทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศแถบเอเชีย เช่น สปป.ลาว เมียนมา กัมพูชา สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ รวมทั้งจีน
Karmarts เป็นตัวอย่างของ SME ที่พร้อมจะเริ่มต้นใหม่ แม้ว่าจะต้องล้มลุกคลุกคลานจากธุรกิจเดิมที่ไม่ประสบความสำเร็จ สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือกันของคนรุ่นพ่อที่มีประสบการณ์ในธุรกิจมายาวนาน และรุ่นลูกที่มีไอเดียและแนวคิดที่แตกต่าง ทำให้ Karmarts ยืนหยัดได้อย่างสวยงามในสมรภูมิการแข่งขันสูงของธุรกิจเครื่องสำอาง







