posttoday
ถอดโมเดลกาแฟไทย สไตล์ อโรม่า กรุ๊ป

ถอดโมเดลกาแฟไทย สไตล์ อโรม่า กรุ๊ป

19 สิงหาคม 2558

โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน

โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน

ร้านกาแฟยังเป็นธุรกิจในฝันของคนจำนวนมาก จากข้อมูลตลาดกาแฟคั่วบดของไทย คาดว่าในปีนี้จะมีมูลค่า 3,600 ล้านบาท และน่าจะขยายตัว 20% ตามจำนวนร้านกาแฟที่เปิดใหม่ และการดื่มกาแฟของคนไทยที่เพิ่มขึ้น รวมถึงเทรนด์ของคนทำงานและคนรุ่นใหม่ ที่เปลี่ยนพฤติกรรมหันมาใช้ร้านกาแฟ สำหรับการนัดพบและเจรจาทางธุรกิจแห่งใหม่  

“กิจจา วงศ์วารี” กรรมการบริหาร บริษัท อโรม่า กรุ๊ป ผู้ประกอบธุรกิจกาแฟคั่วสด และกาแฟแบรนด์ อโรม่า, ชาวดอย และไนน์ตี้-โฟร์ คอฟฟี่ เปิดเผยว่า เทรนด์การเปิดร้านกาแฟเข้าสู่การเปิดกาแฟที่เรียกว่า กาแฟอินดี้ ที่เปิดเป็นแบรนด์ของตัวเอง แต่เลือกใช้วัตถุดิบของแบรนด์ต่างๆ และมีแนวโน้มเปิดเพิ่มขึ้นทุกปี

แม้จะเปิดร้านกาแฟเพิ่มขึ้น แต่ธุรกิจกาแฟในไทยยังไม่ถึงจุดอิ่มตัว ตลาดยังคงแข่งขันสูงและมีแบรนด์ใหม่มากขึ้น เพราะอัตราการบริโภคกาแฟของคนไทยอยู่ในระดับต่ำ และคนที่ไม่ดื่มกาแฟ ก็ชอบเข้าไปในร้านกาแฟและสั่งเครื่องดื่มต่างๆที่มีหลากหลายชนิด

“จากข้อมูล พบว่า คนเปิดร้านกาแฟทั่วประเทศเฉลี่ยต่อเดือนไม่ต่ำกว่า 200 ร้านค้า และร้านกาแฟในไทย เปรียบเสมือนเป็น Third place of home ของคนทำงานบางกลุ่มไปแล้ว” กิจจา กล่าว

ทั้งนี้ ในสภาพการแข่งขันที่รุนแรง สิ่งสำคัญในการทำธุรกิจร้านกาแฟ คือ เลือกทำเลที่เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้า การดูแลคุณภาพสินค้าและวัตถุดิบ รวมทั้งต้องสามารถสร้างยอดขายต่อร้านไม่ต่ำกว่าวันละ 100 แก้ว โดยการลงทุนเปิดร้านกาแฟส่วนใหญ่จะสามารถคืนทุนได้ไม่ต่ำกว่า 2 ปี และหากทำเลที่ดีจะคืนทุนได้ในเวลาเพียง 1 ปีเท่านั้น

อโรม่า กรุ๊ป มีแบรนด์ร้านกาแฟ ได้แก่ ชาวดอย เน้นเจาะตลาดลูกค้ากลุ่มระดับกลาง และไนน์ตี้-โฟร์ คอฟฟี่ ที่เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าระดับบน (พรีเมียม) ที่อยู่ระหว่างการปรับโฉมร้านใหม่ในปีนี้เช่นกัน

กิจจา กล่าวว่า นโยบายของบริษัท คือ การมุ่งสร้างเถ้าแก่ใหม่ในต่างจังหวัด โดยเน้นสร้างดีลเลอร์รายใหม่ให้เติบโต และบริษัทก็ไม่ได้เข้าไปแข่งเปิดสาขากับลูกค้า เพราะเป็นระบบแฟรนไชส์ 100% และ
ไม่มีการคิดค่าบริการต่างๆ เป็นรายปี แต่บริษัทจะเน้นการเป็นผู้จำหน่าย วัตถุดิบและอุปกรณ์ต่างๆ แก่ผู้สนใจเปิดร้านกาแฟ ที่มีร้านจำหน่ายวัตถุดิบและอุปกรณ์เปิดร้านกาแฟในชื่อ อโรม่า ช็อป

สำหรับแผนต่อไป คือ การขยายตลาดในอาเซียนปีนี้ ว่า จะขยายการลงทุนไปในประเทศกัมพูชา เมียนมา และมาเลเซีย ผ่านการร่วมทุนกับพันธมิตรในแต่ละประเทศ ที่บริษัทจะเข้าไปถือหุ้นในสัดส่วน 20% ในช่วงแรกจะจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในแต่ละประเทศ พร้อมกับเปิดสำนักงาน โดยในเดือน ต.ค. 2558 เปิดบริษัท อโรม่า กัมพูชา และจัดตั้งสำนักงานอย่างเป็นทางการ หลังจากนั้นเดือน พ.ย.เปิดที่เมียนมา และในปีนี้เดียวกันเปิดที่มาเลเซีย ใช้งบลงทุนในต่างประเทศ ประเทศละ 15 ล้านบาท

ทั้งนี้ ได้วางเป้าหมายระระยาว 1-2 ปีข้างหน้า จะมีการลงทุนในประเทศอาเซียนผ่านการจัดตั้งโรงงาน เพื่อใช้วัตถุดิบหลักของแต่ละประเทศมาร่วมผลิตสินค้าเครื่องดื่ม พร้อมกับปรับรสชาติของกาแฟให้เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละประเทศในอาเซียน ที่แต่ละประเทศก็ชื่นชอบรสชาติกาแฟแตกต่างกัน และส่วนใหญ่นิยมดื่มกาแฟสดเป็นหลักอยู่แล้ว พร้อมกับใช้โมเดลที่สำเร็จในประเทศไทยไปเปิดสาขาในต่างประเทศ

“หลายแบรนด์ของประเทศไทยที่ไปเปิดสาขาในต่างประเทศ และไม่ประสบความสำเร็จ เพราะไม่สนับสนุนสาขาที่ไปเปิดต่างประเทศอย่างจริงจัง แต่บริษัทมุ่งส่งเสริมดีลเลอร์ ทำให้บริษัทต้องไปเปิดสำนักงานในต่างประเทศทุกแห่ง และระยะยาวจะจัดตั้งโรงงานในต่างประเทศ” กิจจา กล่าว

จุดแข็งที่สำคัญของแบรนด์อโรม่า คือ บริษัทเป็นผู้ผลิตกาแฟคั่วบดรายใหญ่ของประเทศ วางตำแหน่งสินค้าคุณภาพระดับสูง ในราคาคุ้มค่า พร้อมมีมาตรฐานการบริการที่รวดเร็ว มีบริการดูแล (เซอร์วิส) ที่รวดเร็วแก่ร้านกาแฟทั่วประเทศ และมีการทำตลาดอย่างต่อเนื่องในทุกปี

แผนธุรกิจต่อไป คือ ภายในปีนี้บริษัทมีแผนจะร่วมมือครั้งใหญ่กับ บริษัทในยุโรป ที่เป็นผู้ผลิตกาแฟและอุปกรณ์กาแฟอันดับสองของโลก ที่เข้ามาร่วมทุนเพื่อทำตลาดในประเทศไทยระยะต่อไปด้วย

ในปี 2558 บริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายอยู่ที่ 1,500 ล้านบาท เติบโต 20% อีก 3 ปีจะถึงระดับ 2,500 ล้านบาท และอีก 7 ปีข้างหน้าคาดว่ายอดขายจะถึงระดับ 7,000 ล้านบาท

ถือเป็นโมเดลของธุรกิจไทยที่กำลังเร่งเครื่องสยายปีกทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อคว้าโอกาสจากการหลอมรวมอาเซียนให้กลายเป็นตลาดเดียว ด้วยทิศทางการเติบโตที่สดใส ไม่แพ้ตลาดในประเทศไทย เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคไทยและอาเซียนคล้ายคลึงกัน

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน