posttoday
ประเทศน่าลงทุน

ประเทศน่าลงทุน

18 สิงหาคม 2558

โดย...ต้นหลิว [email protected]

โดย...ต้นหลิว [email protected]

ปีนี้เป็นปีที่สตาร์ทอัพ (Startup) มาแรงจริงๆ ค่ะ มีกองทุนนอกเข้ามาลงเงิน มีการจัดประชุมเดินหน้าทั้งจากฝั่งเอกชนและหน่วยงานภาครัฐไปแล้วหลายครั้ง เพราะแม้ภาวะเศรษฐกิจจะไม่ดี ค้าขายไม่ออก แต่สำหรับพวกที่เขาขาย “ไอเดียและนวัตกรรม” พวกนี้ไม่สะดุดง่ายๆ ค่ะ เพราะยังมีบริษัท เวนเจอร์ แคปิตอล และพวกเศรษฐีที่ชอบลงทุนในคนรุ่นใหม่อนาคตไกลอยู่อีกเยอะ

โดยเฉพาะสตาร์ทอัพกลุ่ม ฟินเทค (Fintech) หรือเทคโนโลยีด้านการเงินที่เป็นส่วนผสมระหว่างไฟแนนซ์กับเทคโนโลยียิ่งกำลังมาแรงในเอเชีย

สัปดาห์นี้เราลองมาดู 7 ประเทศเอเชียที่น่าสนใจ ในการเข้าไปเริ่มทำธุรกิจสตาร์ทอัพกัน เว็บไซต์หนังสือพิมพ์สเตรทไทมส์ ในสิงคโปร์ ได้เคาะ 7 เขตเศรษฐกิจที่โดดเด่นที่สุดสำหรับสตาร์ทอัพเอาไว้ โดยบอกถึงจุดเด่นจุดด้อยและข้อมูลด้านการลงทุนอย่างย่อๆ ไว้ได้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

ญี่ปุ่น

เฉียวฟานชุง ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท เทคโนโลยีด้านการศึกษา ClassDo ในญี่ปุ่น บอกว่า ข้อได้เปรียบสำคัญของการทำธุรกิจในญี่ปุ่นก็คือ ความที่เป็นตลาดขนาดใหญ่ มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมกว่าใคร โดยเฉพาะบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตและยังเป็นผู้นำอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ของโลก

ถ้าจะมีข้อติดขัดก็ตรงที่ภาษีธุรกิจที่แพงลิ่วและกำแพงภาษาและวัฒนธรรม ที่อาจบั่นทอนแรงใจของผู้ประกอบการต่างชาติได้ง่ายๆ

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน-สตาร์ทอัพในญี่ปุ่นเริ่มต้นได้ด้วยทุนจดทะเบียนแค่ 1 เยนเท่านั้น แต่การจะได้สถานะเป็นนักลงทุนนั้น ต้องมีการเช่าพื้นที่สำนักงานในญี่ปุ่น และมีเงิน 5 ล้านเยนเป็นอย่างต่ำขึ้นไป หรือสามารถจ้างพนักงานเต็มเวลาได้อย่างน้อย 2 คน ถึงจะสามารถสมัครวีซ่านักลงทุนหรือวีซ่าผู้จัดการธุรกิจได้ และต้องเสียค่าธรรมเนียมราว 1.5-2.4 แสนเยน หากเป็นสตาร์ทอัพต่างชาติ ต้องจ้างคนท้องถิ่นเป็นผู้อำนวยการบริษัทด้วย

ทั้งนี้ หากได้รับวีซ่าดังกล่าวแล้วก็สามารถเปิดบริษัทในญี่ปุ่นได้ โดยไม่ต้องมีที่พำนักถาวร แต่ชาวต่างชาติที่ไม่ได้สถานะการขอถิ่นที่อยู่ถาวร จะทำงานหรือเปิดบริษัทได้เฉพาะในสาขาที่จำกัดไว้เท่านั้น

สัปดาห์หน้า มาติดตามกันต่อกับดาวรุ่งพุ่งแรงด้านฟินเทค ในจีน และฮ่องกง กันค่ะ

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่