
ถึงเวลาเดอะวินเนอร์
โบรกเกอร์เร่งรีดน้ำหนัก เตรียมรับเปิดเสรีคอมมิชชันเต็มรูปแบบ ...คำกล่าวนี้ไม่เคยห่างหายจากตลาดหุ้น นับตั้งแต่ทางการประกาศเปิดเสรีค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ (คอมมิชชัน)
การเปิดเสรีคอมมิชชันแบบขั้นบันไดต้นปี 2553 ทำให้บริษัทหลักทรัพย์ได้เรียนรู้อีกครั้ง พร้อมกับมีการแข่งขันอย่างดุเดือดโดยเฉพาะเรื่องการตัดราคา ส่งผลให้ค่าคอมมิชชันเฉลี่ยอยู่ที่ 0.18% สำหรับการซื้อขายหลักทรัพย์ในช่วง5 เดือนแรกของปีนี้
แต่ที่น่าสนใจมากเป็นพิเศษ ในส่วนของโบรกเกอร์ที่คิดค่าคอมมิชชันในอัตราสูงสุดของเดือน พ.ค. ร่วงลงมาจากที่เคยเก็บอัตรา 0.34% ลงมาเหลือ 0.23% ส่วนโบรกเกอร์แตกแถวคิดค่าคอมม์ต่ำสุดในระบบมี 1 รายเท่านั้น เก็บเพียง 0.06% จากที่เคยเก็บ 0.10%
ทั้งนี้ อาจจะเป็นไปได้ว่าต้องการดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามาลงทุนในยามประเทศไทยเกิดเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมือง ดัชนีหุ้นร่วงระเนระนาด เพราะฝีมือการเทกระจาดของนักลงทุนต่างชาติ
ขณะเดียวกันนักลงทุนก็หันมาสนใจซื้อขายด้วยระบบอินเทอร์เน็ตที่มีค่าคอมมิชชันต่ำ ส่งผลให้โบรกเกอร์ชั้นนำของตลาดหุ้นไทยมีมูลค่าการซื้อขายในส่วนนี้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน
อาทิ บริษัทหลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) หรือ KEST บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) หรือ KGI และบริษัทหลักทรัพย์ คันทรี่ กรุ๊ป (CGS)
อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาโบรกเกอร์ได้ปรับแผนการดำเนินธุรกิจมากมาย เพื่อเตรียมที่จะตั้งรับในช่วงเวลาจากนี้ต่อไปอีก 1 ปีครึ่ง ที่จะต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงกว่าครั้งนี้ ซึ่งเป็นการเปิดเสรีเต็มรูปแบบ ใครจะอยู่จะไป หลักใหญ่อยู่ที่คุณภาพการให้บริการและต้นทุนที่สู้ได้ ไม่งั้นถึงเวลาตายเรียบ
ส่วนใครปรับตัวได้เร็วถือว่าได้เปรียบ เพราะเวลาที่เหลือสามารถไปพัฒนาสินค้าและบริการอื่นๆ ที่แตกต่าง
ประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทหลักทรัพย์ คันทรี่ กรุ๊ป (CGS) ให้มุมมองว่า เปิดศึกเสรีคอมมิชชันเต็มรูปแบบจะเห็นโบรกเกอร์เกิดตายชัดเจน ซึ่งโบรกเกอร์ที่อยู่ได้คือ เดอะวินเนอร์ ที่บริหารต้นทุนได้ดีที่สุด
สำหรับ CGS แล้วเมื่อเปิดเสรีคอมมิชชัน เป็นผู้ให้บริการประเภทพรีเมียม หรือดิสเคาต์นั้น
“ประสิทธิ์” ขอเป็นโบรกเกอร์ประเภทดิสเคาต์ (แข่งขันด้านราคา) ที่บริหารต้นทุนให้ต่ำ มีงานวิจัยให้ลูกค้า นำระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยบริหารงาน ยิ่งคุณภาพระบบดีเท่าไหร่ ทั้งงานขายและงานวิจัยก็ไม่ต้องจำเป็นต้องใช้คนมาก พร้อมกับยกตัวอย่างในประเทศไต้หวัน สิงคโปร์ เจ้าหน้าที่บริการหรือเจ้าหน้าที่การตลาด 5 คน สามารถให้บริการลูกค้าได้เป็น 1,000 คน“
ต่อไปห้องค้าหุ้นไม่จำเป็นต้องใหญ่ เพราะไปร่วมกับสาขาธนาคาร งานวิจัย 1 เรื่อง ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยกระจาย รวมทั้งบริการหลังการขาย อีกหน่อยไม่ต้องส่งกระดาษยืนยันการซื้อขาย ลูกค้าสามารถเข้าดูในระบบทันที หรือแม้กระทั่งการเปิดบัญชีลูกค้าเดิมต้องใช้เอกสารจำนวนมาก ต่อไปก็ลดปริมาณกระดาษหันมาใช้การเปิดบัญชีด้วยคอมพิวเตอร์ ทั้งเจ้าหน้าที่และผู้บริหารสามารถเรียกดูข้อมูลช่วยตรวจสอบกันได้หมด”ทั้งหมดที่
“ประสิทธิ์” เกริ่นมานี้เป็นสิ่งที่ CGS ได้เริ่มทำตั้งแต่เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจาก “บี เตชะอุบล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เล็งเห็นความสำคัญข้อนี้ และ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา นำระบบฟรีวิวซึ่งเป็นระบบที่ใช้สมาร์ตการ์ดมาเปิดบัญชี ระบบจัดซื้อจัดขายเชื่อมต่อดูได้ทั้งระบบแบ็กออฟฟิศและงานบริการค้าหุ้น“
แผนของ CGS จะเป็นโบรกเกอร์ที่ 1 หรือ 1 ใน 3 ที่มีผลงานกำไรทุกๆ ปี ซึ่งขณะนี้เราพยายามบริหารต้นทุนต่อ 1 รายการซื้อขายให้ต่ำ จากเดิมอยู่ที่ 1:2 ขณะนี้อยู่ที่ 1:3 อนาคตต้องทำให้ได้ 1:5 ส่วนภาพรวมทั้งระบบเฉลี่ยที่ 1:2 เศษ สำหรับงานวิจัยของ CGS ต้นทุนไม่ถึง 3% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด” นายประสิทธิ์ กล่าวอย่างไรก็ตาม ประสิทธิ์ ซึ่งบริหารงานที่ CGS ครบวาระ 1 ปีเต็ม นับจากเดือน มิ.ย. 2552 เขาถือว่าผลงานที่ออกมาเป็นที่พอใจ นอกจากจะเป็นตัวช่วยเพิ่มส่วนแบ่งตลาด (มาร์เก็ตแชร์) และทำกำไรให้กับ CGS แล้ว ยังช่วยให้บริหารต้นทุนดำเนินงานให้ต่ำลง ที่สำคัญที่สุด การบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพจากทีมงานที่เคยบริหารความเสี่ยงยอดเยี่ยมให้กับ บล.บีฟิท มาแล้วเป็นเครื่องการันตีอย่างดี
“
ขณะนี้ CGS ไม่มีอะไรเด่น ทั้งสินค้าและบริการทำครบหมดแล้ว ทำให้ CGS มีความเป็นตัวของตัวเอง จาก 79 ทีมงาน ภายใต้การบริหารของ 4 ทีม มาร์เก็ตติงกว่า 600 คน จำนวน 53 สาขา ทำให้เรากล้าให้บริการสินค้าใหม่ๆ โดยเฉพาะการพานักลงทุนไปลงทุนในตลาดหุ้น 19 ประเทศ เมื่อต้นเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเราวางแผนให้ CGS เป็นโบรกเกอร์ที่มีผลงานกำไรทุกๆ ปี นับจากปี 2552 ที่ผ่านมา รวมทั้งจะเป็นปีแรกที่ CGS มีความสามารถที่จะจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่่ผลดำเนินงานขาดทุนอย่างต่อเนื่อง” ประสิทธิ์ กล่าวอย่างมั่นใจ






