
รัฐตำรวจ
โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง
โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง
ความยิ่งใหญ่ของตำรวจในยุครัฐประหารจะเห็นได้จากคนที่มีวันนี้เพราะลุงให้ สมยศ พุ่มพันธ์ุม่วง ผบ.ตร. และคนที่มีวันนี้เพราะพี่ให้ คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ทั้งสองคนยังคงเปล่งประกายฉายแสงมีรัศมีแห่งอำนาจกระจายอยู่รอบตัวอยู่
ความยิ่งใหญ่ของ ผบ.ตร.นั้นขนาดนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจเต็ม มีมาตรา 44 อยู่ในมือ เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง ก็ยังไม่กล้าที่จะสั่งการใดๆ ได้ ประกาศิตที่ท่านเคยประกาศไว้เมื่อเข้ารับตำแหน่งว่า ในยุคผมใหญ่แค่ไหนก็จับนั้น เป็นเพียงวาทกรรมที่พูดเอาใจคนที่สวยหรูดูดีเท่านั้น
การถอดยศนักโทษชายทักษิณเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงอำนาจความยิ่งใหญ่ของตำรวจในยุคทหาร การถอดยศผู้กระทำผิดมีหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้อย่างชัดเจนตามที่ผมเคยนำมาให้ท่านได้อ่านกันแล้ว แต่คุณสมยศกล้าที่จะประกาศห้าวหาญว่ายังไม่รู้ว่าจะถอดถอนหรือมีคำสั่งได้เมื่อไหร่ ทั้งๆ ที่คณะกรรมการตำรวจได้มีมติออกมาอย่างชัดเจนแล้ว
ความยิ่งใหญ่ของตำรวจถึงกับทำให้นายกรัฐมนตรีที่เป็นทหารต้องตั้งกรรมการขึ้นมาเพื่อพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้ง โดยให้กระทรวงยุติธรรมเป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบ โดยคุณลุงตู่ได้ให้คำพูดปลอบใจเอาไว้ว่า ไม่ว่าจะถอดวันนี้หรือวันไหนก็เหมือนกัน เพราะวันนี้เขากลับมาประเทศไทยไม่ได้อยู่แล้ว ถ้ามันถอดได้ก็ถอดเท่านั้นเอง ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ทำออกมาให้ถูกต้องชอบธรรม ไม่มีความขัดแย้ง ไม่ใช่ทำเพราะกลัว ถ้ากลัวจะมายืนอยู่อย่างนี้ได้อย่างไร อย่าไปให้ความสำคัญกับเรื่องที่มันจบไปแล้ว เมื่อเรื่องจบไปแล้ว ก็ไปใช้กฎหมายว่ามาตามขั้นตอน จะผิดจะถูกก็ต้องเชื่อในกระบวนการยุติธรรม เราตัดสินเองไม่ได้
ความจริงแล้วจะถอดยศนักโทษชายทักษิณหรือไม่ ก็แทบจะไม่มีผลในทางปฏิบัติ เพราะถึงอย่างไรทักษิณก็ไม่กล้ากลับมาบ้านเกิดอยู่แล้ว ไม่ใช่กลับมาไม่ได้ ทุกคนไม่ว่าฝ่ายใด ต่างรอคอยการกลับมาของนักโทษชายผู้นี้ แต่ที่เขายังไม่กลับเพราะยังไม่สามารถนิรโทษกรรมให้ตัวเองได้ ถ้ากลับตอนนี้มันไม่เท่ กลับมาแล้วต้องเข้าเรือนจำ แม้จะอยู่อย่างหรูหราสะดวกสบาย แต่มันก็คือเรือนจำที่นักโทษชายผู้นี้ทำใจไม่ได้
ประเด็นที่คอการเมืองสนใจและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันนั้น ไม่ใช่ไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่เร่งวันเร่งคืนให้ต้องถอดยศโดยเร็ว แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าแม้มีกฎหมายบัญญัติขั้นตอนไว้อย่างชัดเจน แต่เบอร์ 1 ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติกลับเพิกเฉยไม่ดำเนินการตามกระบวนการที่กฎหมายบัญญัติ อันเป็นประเด็นที่สำคัญเพราะเท่ากับว่าบ้านเมืองนี้ยังอยู่ภายใต้อิทธิพลของนักโทษหนีคดีที่ยังมีบารมีครอบงำสำนักงานตำรวจแห่งชาติอยู่
การตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แปลกประหลาด กระทรวงยุติธรรมไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาโดยตรงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถ้าจะว่าไปแล้วสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีนั้นมีสถานะไม่ได้ด้อยไปกว่ากระทรวงยุติธรรม การที่กระทรวงยุติธรรมตั้งคณะกรรมการขึ้นมา จะตรวจสอบอะไรในเรื่องนี้ ในเมื่อที่ผ่านมา ก.ตร.ซึ่งเป็นหน่วยงานควบคุมดูแลโดยตรง มีผลสรุปออกมาแล้ว หากกระทรวงยุติธรรมสอบเสร็จแล้ว ก็ไม่มีอำนาจดำเนินการใดๆ ที่จะไปสั่งการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำได้เพียงส่งเรื่องให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้พิจารณาดำเนินการต่อไป
การตั้งคณะกรรมการจากกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้ตรวจสอบ จึงตีความเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากว่านายกรัฐมนตรีในฐานะผู้บังคับบัญชาโดยตรงไม่สามารถสั่งการใดๆ กับเบอร์ 1 แห่งปทุมวัน ซึ่งเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายจริงๆ
กระบวนการถอดถอนกฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจน ไม่ได้สลับซับซ้อนให้ต้องตีความอะไรมากมาย ไม่ว่านักกฎหมายจากที่ไหน ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกระทรวงยุติธรรมย่อมสามารถตรวจสอบบทบัญญัติของกฎหมายได้โดยง่ายและไม่น่าจะใช้เวลานาน
การที่ต้องตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมาตรวจสอบนั้น ย่อมแสดงว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติบกพร่องไม่ทำตามหน้าที่ หากคุณสมยศปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายเป็นปกติก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมาตรวจสอบอีก
การเพิกเฉยไม่ดำเนินการใดๆ หรือการใส่เกียร์ว่างของคุณสมยศนั้น ทำให้เห็นภาพและเข้าใจได้ว่า ที่ผ่านมามีคำเรียกตำรวจว่ามะเขือเทศนั้น ถึงวันนี้สีมะเขือเทศอาจแดงสดกว่าเมื่อก่อน แม้ตำแหน่งเบอร์ 1 จะไม่ใช่ได้มาเพราะพี่ให้ แต่ได้มาเพราะลุงให้ หัวใจก็ยังคงเป็นมะเขือเทศที่รักษาสีแดงไว้ได้อย่างไม่จืดจาง
ความยิ่งใหญ่แห่งตำรวจในยุคทหารไม่ได้มีแต่ในระดับปทุมวัน 1 เท่านั้น แต่ระดับอดีต น.1 ที่ได้มาเพราะพี่ให้ คนที่ขาดปืนไม่ได้แม้ไปเมืองนอก บารมีก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าเบอร์ 1 แม้จะถูกตำรวจญี่ปุ่นจับกุมตัวที่บังอาจพกอาวุธปืนขึ้นเครื่องบินก็หลุดรอดมาได้อย่างน่าอัศจรรย์
หลังกลับมาประเทศไทยได้มีแรงกดดันของสังคมเรียกร้องให้ดำเนินคดีที่พกพาอาวุธปืนขึ้นอากาศยานจากท่าอากาศยานในประเทศอันเป็นความผิดและเป็นเรื่องร้ายแรง มีการเรียกร้องให้ตรวจสอบปืนว่าเป็นปืนเถื่อนหรือไม่ สิ่งที่ชาวสีกากีทำกัน ก็คือ เรียกมาสอบปากคำ ให้เป็นข่าวในสื่อมวลชนว่ามีการดำเนินการทางกฎหมายแล้ว โดยไม่มีรายละเอียดใดๆ เกี่ยวกับอาวุธปืนกระบอกนั้น ไม่มีใครรู้ว่าปืนกระบอกนั้นอยู่ที่ไหน ถ้าจะดำเนินคดี ต้องยึดปืนนำไปตรวจสอบว่าเป็นปืนเถื่อนหรือไม่
สภากาแฟไม่มีราคาต่อรองในเรื่องนี้ เพราะทุกคนเชื่อว่าเรื่องนี้จะเงียบหายไปเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง ไม่ว่าจะด้วยบารมีของใครก็ตาม เพราะเพียงแค่ขึ้นต้นก็ชัดเจนเสียแล้วว่าจะไม่มีคำตอบในเรื่องนี้
เห็นสถานการณ์อย่างนี้อดเป็นห่วงกังวลไม่ได้ว่า ถ้ามีการเลือกตั้งโดยยังไม่มีการปฏิรูป ไม่มีการวางรากฐานกฎเกณฑ์ให้กฎหมายเป็นกฎหมาย ก็น่ากลัวว่าหากนายใหญ่กลับมามีอำนาจ กฎหมายจะถูกย่ำยี กฎหมายจะเป็นเพียงกระดาษเปื้อนหมึก ที่เป็นได้แค่เครื่องมือของนักเลือกตั้งในการแสวงหาประโยชน์ให้กับตนเอง ครอบครัว และพวกพ้อง
เมื่อถึงเวลานั้นคงได้แต่รำพึงว่าเสียของอีกแล้ว







