
กลยุทธ์เลือกหุ้น- จังหวะเดือนส.ค.
ตัวเลขเศรษฐกิจส่วนใหญ่ออกมาแย่ลง ตอนนี้ยังมีความหวังเรื่องอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ยังคงสดใสอยู่
โดย...ทีมข่าวตลาดทุนโพสต์ทูเดย์
ตัวเลขเศรษฐกิจส่วนใหญ่ออกมาแย่ลง ตอนนี้ยังมีความหวังเรื่องอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ยังคงสดใสอยู่ และนักลงทุนรอความหวังการจับจ่ายใช้สอยของภาครัฐโดยเฉพาะการลงทุนขนาดใหญ่เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่ให้ลงหลุมมากนัก มิเช่นนั้นดัชนีหุ้นจะโงหัวไม่ขึ้น โดยบริษัทหลักทรัพย์ทรีนีตี้มองกรอบดัชนีหุ้นในเดือน ส.ค.นี้ ที่ระดับ 1,400-1,500 จุด
“ณัฐชาต เมฆมาสิน” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ เปิดกลยุทธ์การลงทุนแนะนำการถือหุ้นต่อไป โดยเพิ่มหุ้น 4 บริษัท ซึ่งได้แก่ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) บริษัท กรุ๊ปลีส (GL) บริษัทฟอร์ท คอร์ปอเรชั่น (FORTH) และบริษัท เอ็ม.ซี.เอส.สตีล (MCS) พร้อมคงคำแนะนำถือต่อเนื่องอีก 16 บริษัท ได้แก่ บริษัท ไออาร์พีซี (IRPC) บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ วิศวการ (IFEC) บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต (BLA) บริษัท ทุนธนชาต (TCAP) บริษัท กุลธรเคอร์บี้ (KKC) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA) บริษัท บ้านปู (BANPU) บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส (IVL) บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) หรือ SYNEX บริษัท ซุปเปอร์บล๊อก (SUPER) บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส (HANA) บริษัท แคปปิทอล เอ็นจิเนียริ่ง เน็ตเวิร์ค (CEN) บริษัท น้ำมันพืชไทย (TVO) บริษัท ปตท. (PTT) และบริษัท เอเวอร์แลนด์ (EVER)
แนวโน้มการลงทุนในเดือน ส.ค. บล.ทรีนีตี้ คาดดัชนีหุ้นจะเคลื่อนไหวลักษณะแกว่งตัวออกด้านข้างถึงปรับตัวไต่ระดับขึ้นได้ในบางจังหวะ เมื่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติคงดอกเบี้ยที่ 1.5% คาดว่าอาจเป็นปัจจัยทำให้กระแสเงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยได้ นอกจากนั้นยังมีแรงหนุนจากเม็ดเงินกองทุนทริกเกอร์ (ทริกเกอร์ฟันด์) ที่เริ่มทยอยออกมาบางส่วน บวกกับตลาดเริ่มคลายความกังวลผลกระทบของการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจทำให้เงินเหรียญสหรัฐเริ่มมีการปรับฐานลง และทำให้มีเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นเกิดใหม่
อีกครั้งอย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยง เรื่องผลกระทบจากการปรับลดประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของหน่วยงานต่างๆ หลังจากตัวเลขส่งออกออกมาแย่กว่าที่คาด โดยอาจส่งผลต่อเนื่องไปยังการปรับลดประมาณการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ต่อไป ขณะที่ความเสี่ยงจากประเด็นปัญหาทางการเงินของกรีซมีโอกาสจะกลับมาปะทุอีกครั้ง หากกรีซไม่สามารถได้รับเงินช่วยเหลือมูลค่า 8 หมื่นล้านยูโร ก่อนกำหนดชำระหนี้ให้กับธนาคารกลางยุโรป (ECB) มูลค่า 3,200 ล้านยูโร ในวันที่ 20 ส.ค.นี้ รวมถึงปัจจัยเสี่ยงการปรับฐานของราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยเฉพาะราคาน้ำมัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มพลังงานได้
ด้านนักวิเคราะห์ของ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) คาดดัชนีหุ้นมีโอกาสทะลุแนว 1,450 จุดขึ้นไปทดสอบกรอบ 1,480-1,500 จุดได้ในระยะถัดไป หากผลการดำเนินงานของ บจ.จากนี้ไปจะออกมาใกล้เคียง หรือดีกว่าคาด เพื่อลดความเสี่ยงที่จะมีการปรับประมาณการกำไรสุทธิตลาดหุ้นไทยในปีนี้และปีหน้าลง รวมถึงความเคลื่อนไหวค่าเงินบาทเทียบกับเหรียญสหรัฐ เพื่อสะท้อนถึงกระแสเงินทุนต่างชาติต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดยเชื่อว่า 35.50-36.00 บาท/เหรียญสหรัฐ น่าจะสะท้อนความอ่อนแอของเศรษฐกิจไทย และความเสี่ยงที่เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปีนี้
“เราประเมินว่านักลงทุนต่างชาติมีโอกาสที่จะพลิกกลับมาลงทุนในตลาดหุ้นไทย อย่างน้อยต้นทุนทางการเงินที่ถูกลงจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่า 6.27% และผลตอบแทนจากเงินปันผลระหว่างกาลในหุ้นหลักราว 2% ส่วนกลุยทธ์ช่วงสั้นแนะนำนักลงทุนที่สะสมหุ้นเป้าหมายบริเวณ 1,400-1,410 จุด อาจพิจารณาขายทำกำไรรอบสั้นไปบางส่วน บริเวณ 1,450 จุด+/- และถือพอร์ตหุ้นที่เหลือ เพื่อรอประเมินภาพรวมในระยะถัดไป เพื่อดูแรงฟื้นตัวว่าจะทะลุผ่าน 1,500 จุด ในรอบสั้นนี้ได้หรือไม่” บล.เมยแบงก์ฯ ระบุ
อย่างไรก็ตาม คาดว่าไทยยังมีปัจจัยที่จะกลับมาเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติได้คือ ค่าเงินบาททรงตัว หรือแกว่งในกรอบแคบลง และการปรับ ครม. ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงปลายเดือน ส.ค.-ก.ย. หลัง ครม.บริหารประเทศครบ 1 ปี หากการปรับเปลี่ยน เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากภาคเอกชนย่อมเป็นทางเลือกที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งทีมเศรษฐกิจ
ด้าน บล.ทิสโก้ เปิดกลยุทธ์การลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ โดยยังคงลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทย สหรัฐ อังกฤษ และละตินอเมริกา และคงให้น้ำหนักมากกว่าตลาดในตลาดหุ้นญี่ปุ่น จีน เยอรมนี อินเดีย และปรับลดการลงทุนในตลาดหุ้นไต้หวันและเกาหลีใต้ลงจากให้น้ำหนักมากว่าตลาดเป็นเท่ากับตลาด
นอกจากนั้น ยังแนะนำให้ใช้โอกาสในการปรับฐานของตลาดหุ้นจีนเข้าลงทุน เพราะเชื่อว่ามาตรการของทางการจีนมีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะพยุงตลาดได้ ส่วนผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริงจะมีจำกัด ขณะที่มูลค่าหุ้นของจีนกลับมาซื้อขายที่กรอบล่างของการซื้อขายในอดีตอีกครั้ง







