posttoday
เงินออมและการลงทุนสิ่งที่ใช่หรือสิ่งที่ชอบ

เงินออมและการลงทุนสิ่งที่ใช่หรือสิ่งที่ชอบ

15 กรกฎาคม 2558

เงินลงทุนเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการวางแผนเป็นอย่างมาก อันนี้ทุกคนทราบดี

โดย...จันทร์ฉาย อังศมาพร K-Expert ธนาคารกสิกรไทย [email protected]

เงินลงทุนเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการวางแผนเป็นอย่างมาก อันนี้ทุกคนทราบดี มีหลายแนวคิดเรื่องการออมและการลงทุนว่าเป็นสิ่งที่ใช่ คือใช่อย่างไร เป็นสิ่งที่ชอบ ชอบอย่างไร เวลาพูดถึงใช่และชอบ ถ้าพูดเป็นภาษาการเงินบ้างก็จัดได้ 3 ประเภท

การออมเพื่อรักษาสภาพคล่อง คือ การออมตั้งไว้เพื่อสำรองใช้ในด้านการใช้จ่ายที่ไม่ใช่การลงทุนเพื่อดำรงชีวิต เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าสันทนาการ ค่าให้ผู้มีอุปการคุณ เช่น เราบอกว่าเรามีค่าใช้จ่ายต่อเดือนประมาณเดือนละ 2 หมื่นบาท เราจำเป็นต้องมีเงินออมไว้เพื่อใช้ได้อีก 3 เดือนเป็นอย่างต่ำคือประมาณ 6 หมื่นบาท หรือมากกว่านั้นถึง 1.2 แสนบาท การออมเงินในการนี้มีไว้เผื่อฉุกเฉิน เช่น มีเหตุอันต้องออกจากงาน มีเรื่องที่ต้องออกมาดูแลใครสักคนอย่างปัจจุบันทันด่วน มีเรื่องที่ต้องรักษาตัวกะทันหัน 

สิ่งที่ใช่ของการเลือกประเภทการออมแบบนี้ คือ เสี่ยงต่ำสุด เงินต้นต้องอยู่ ถอนได้ตลอดเวลา แนวคิดใหม่นักลงทุนมักคิดถึงเงินออมที่เป็นกองทุนรวมประเภทกองทุนตลาดเงิน หรือเงินออมประเภทได้ดอกเบี้ยทุกวันที่อัตราที่ดีกว่าออมทรัพย์ทั่วไปคือ มากกว่า 0.50 หรือที่ชอบหรือประมาณที่ 2% ขึ้นไป และยังคงต้องคำนึงถึงขั้นตอนการถอนได้เงินทันที หรือได้เงินวันรุ่งขึ้น ถอนจากธนาคารหรือขายผ่าน Cyber อันนี้เป็นเรื่องของการบริหารความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นที่เราควบคุมไม่ได้

การออมเพื่อการบรรลุเป้าหมายทางการเงินส่วนตัว เป็นการออมเพื่อการลงทุนในระยะสั้น ปานกลางถึงยาว เป็นเรื่องลำดับถัดไปหลังจากที่เรามีเงินไว้ใช้ยามฉุกเฉินแล้ว เวลาพูดว่าสั้น ปานกลาง ยาว ความหมายตามที่เข้าใจและมีประสบการณ์ บวกกับการที่ไปร่ำเรียนมาคือ ระยะสั้นคือ 1-2 ปี ระยะปานกลางคือ 2-5 ปี ระยะยาวคือ 5-7 ปี ระยะเวลาเป็นเงื่อนไขหนึ่งของการเลือกประเภทของการลงทุน

การลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่ได้รับผลตอบแทนที่มันสามารถทำให้เป้าหมายระยะสั้น ปานกลาง ยาว บรรลุเป้าหมายได้ เป็นเรื่องที่ต้องผูกกับความชอบว่าเป็นคนที่ยอมรับความผันผวนได้มากน้อยแค่ไหน และเป้าหมายทางการเงินที่วางไว้คืออะไร มีเงื่อนไขเวลาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น อยากมีเงินเก็บไว้ให้ลูกเมื่อลูกจบการศึกษา อีก 5 ปีข้างหน้า ที่วงเงิน 5 แสนบาท เป้าหมายการลงทุนที่ว่าเกี่ยวกับการคาดหวังเป้าหมายผลตอบแทนและความแข็งแรงของสภาพจิตใจด้วยว่ายอมรับความเสี่ยงได้แค่ไหน

เรารู้ว่าเราต้องใช้งบประมาณในการส่งลูกให้จบปริญญาตรีที่ 3 แสนบาท จากนี้อีก 5 ปีข้างหน้า การใช้เงินเป็นเงินรายปีอยู่ที่ 6 หมื่นบาท ทำได้หลายวิธีคือเอาเงินปีฐานใส่ไปที่ 6 หมื่นบาทก่อน เพราะปีฐานเราคงไม่มีสภาพคล่องถึง 3 แสนบาท แต่ถ้าเรามี เราแยกเป็นก้อนไว้เลยที่เงินลงทุนก้อนละ 6 หมื่นบาท 5 ก้อน แล้วแยกลงไปอีกว่าเป็นผลิตภัณฑ์แบบไหน เช่น กองทุนตราสารหนี้ในปีแรกที่ต้องใช้สำหรับก้อนแรก ส่วนอีกสามก้อนก็นำไปฝากกองทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่มากกว่า 3% ขึ้นไป อาทิ กองทุนผสม กองทุนหุ้นต่างประเทศ เพราะระยะเวลาเอื้อให้สามารถลงทุนที่มีผลตอบแทนดีกว่าเดิม แต่ความเสี่ยงในการได้รับผลตอบแทนก็สูงเช่นกัน และเมื่อเรามีเวลาดูแลการลงทุนเราตั้งเป้าที่ 5%

เราทำ Trigger หรือตั้งเป้าไว้ว่าเมื่อกองทุนดังกล่าวอยู่ในแนวที่จะขายได้เพื่อให้ได้ผลตอบแทนรวมเงินปันผลที่ 5% เรานำเงินออกเพื่อย้ายไปที่กองทุนตราสารหนี้ ย่อมทำได้เพราะเงินนี้ถูกวางเป้าหมายว่าผลตอบแทนต้องมากกว่า 3% ในระยะเวลา 1 ปี หรือ 10% ในระยะเวลา 2 ปี หรือ 18% ในระยะเวลา 3 ปี เป็นต้น อันนี้ถ้าเราตอบตัวเองได้ 3 ข้อ มันคือการลงทุนที่ใช่ คือเราพอใจไหม เราเข้าใจมันดีไหมว่ามีการผันผวนระหว่างทาง เราไม่โลภเพราะเราตั้งใจว่าเราต้องการเท่านี้แล้วเราก็นำเงินออกมาพักในที่ที่เราว่าใช่และเราก็ชอบ เพราะเราเชื่อว่าเราเลือกที่จะสบายใจที่เลือกลงทุนทางนี้  

จะเห็นได้ว่าเป็นการลงทุนระยะปานกลางแต่ไม่สามารถนำเงินก้อนนี้ไปลงทุนเสี่ยงมากได้ เนื่องจากเป้าหมายเป็นเรื่องสำคัญของครอบครัวเรื่องการศึกษาบุตร แต่ถ้าเรามีเป้าหมายอีกเป้าหมายหนึ่งว่า เราต้องการให้เงินลงทุนงอกงามเติบโตเป็นเท่าตัวภายใน 10 ปี ด้วยเงิน 1 ล้านบาทในเริ่มต้น อันนี้ต้องเป็นเป้าหมายระยะยาว ซึ่งต้องอาศัยการลงทุนที่หลากหลาย เพราะการลงทุนที่มีการกระจายสินทรัพย์ที่ถูกต้องจะเป็นสิ่งที่วางแผนถูกตั้งแต่ต้น

เรื่องนี้ต้องเลือกสินทรัพย์และผลิตภัณฑ์การลงทุนก่อน อาทิ เลือกที่จะแบ่งเงิน 5 แสนบาท ไปที่การลงทุนในหุ้น ซึ่งในหุ้นมีทั้งซื้อหุ้นในตลาดหุ้นโดยตรงในประเทศ หรือซื้อกองทุนหุ้นที่เป็นหุ้นพื้นฐานดีเพื่อลงทุนระยะยาว และบางส่วนลงในหุ้นที่ลงทุนในกองทุนหุ้นต่างประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยหลักการแล้วหากเราบอกว่าการลงทุนประเภทนี้เราคาดหวังที่ 8-10% ทุกปี เรารู้ว่าเราจะได้เท่าตัวเมื่อผ่านไป 9 ปี ซึ่งหมายถึงเงินทุกบาทที่ได้รับมาจากเงินลงทุนก้อนนี้มิได้เอาออกมาใช้จ่ายแต่ให้มันทำงานต่อเนื่องตลอด ส่วนอีก 5 แสนบาท เราวางแผนว่าเราจะซื้อคอนโดหรือที่ดินหรือทองคำเก็บเอาไว้เพื่อให้เงินมันเติบโต อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งที่ตั้งของคอนโดที่เลือกซื้อ ดาวน์บางส่วน ขอเงินกู้จากธนาคารที่มีอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมและการมีหนี้สินที่เพิ่มมากขึ้น การปล่อยเช่า และรวมไปถึงการบำรุงรักษา

สุดท้ายความคล่องตัวในการไปดูแลและระยะเวลาในการลงทุนจนถึงจุดที่จะขายเพื่อทำกำไร ส่วนทองคำควรซื้อที่ราคาเท่าไหร่ ซื้อแล้วถือลืมเลยหรือมี Trigger ว่าขายทำกำไรที่ราคาเท่าไร ซึ่งความมีวินัยในการออมและการลงทุนต้องมีอย่างสม่ำเสมอและไม่หวั่นไหว โดยเฉพาะเวลาตลาดช่วงสั้นถึงปานกลางเราต้องคอยหมั่นศึกษาข้อมูล อัตราการออมต่อรายได้ที่เหมาะสมขั้นต่ำอยู่ที่ 10% นะคะ วางแผนดีๆ และเลือกผลิตภัณฑ์ดีๆ แล้วเราจะรู้ได้ว่าเงินมันงอกเงยจริงๆ

ส่วนที่ 3 เป็นเรื่องการลงทุนในสินทรัพย์ส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าแบรนด์เนม นาฬิกาแบรนด์เนม หรือรถยนต์ การแบ่งเงินมาและเลือกลงทุนในสินทรัพย์ส่วนตัวก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการที่จะทำให้สินทรัพย์ส่วนตัวมีมูลค่ามากขึ้น อันนี้เราเน้นที่ชอบมากกว่าที่ใช่ เพราะอัตราผลตอบแทนไม่ว่าจะเป็นบ้านที่อยู่อาศัย รถยนต์ที่ขับ และเครื่องประดับที่สวมใส่ก็สามารถทำให้งอกเงยได้เช่นกัน ซื้อแบบผ่อนศูนย์เปอร์เซ็นต์ ซื้อเงินสดหลังได้รับโบนัส หรือเก็บเงินรายเดือนจะได้วงเงินที่ต้องการซื้อ ล้วนเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาทั้งสิ้น

แต่ว่าการออมและการลงทุนเปรียบเหมือนลูกที่เราต้องคอยดูแลเอาใจใส่ เราต้องรู้รายละเอียด เราต้องติดตาม ดังนั้นเราควรตอบคำถามเรื่องที่ใช่เรื่องที่ชอบของตัวเราเอง และเราก็ต้องหาความรู้เรื่องการลงทุนเพิ่มขึ้น ควรแบ่งสัดส่วนรายได้มาเป็นการลงทุนอย่างไรในแต่ละเป้าหมาย การบริหารเงินลงทุนโดยการดูรายงานมันมีความยากง่ายแค่ไหน การเลือกผลิตภัณฑ์การลงทุนมีใครในตลาดทำได้ดีที่สุด การเข้าถึงข้อมูลของตลาดเป็นเรื่องสำคัญ การมีวินัยในการลงทุนยิ่งสำคัญกว่า และการยอมรับความผันผวนในช่วงสั้นได้บ้างถึงมากก็เป็นเรื่องที่สำคัญ การยึดกับเป้าหมายผลตอบแทนกับเงื่อนเวลาก็ยิ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุด โดยเฉพาะเวลาที่บอกว่าอยากจะตัดขาดทุนยิ่งต้องอาศัยความเด็ดเดี่ยวและข้อมูลอย่างมาก และการตัดขาดทุนต้องเป็นเรื่องที่ค่อยเป็นค่อยไปหรือทีเดียวเลย

เราในฐานะนักลงทุนจำเป็นต้องเรียนรู้อย่างมาก เพื่อทำความเข้าใจเป้าหมายทางการเงินของตัวเองอย่างมาก เพื่อบรรลุเป้าหมายที่สมบูรณ์แบบของตัวเราเองในอนาคตอันใกล้และไกลที่วางไว้

ข่าวล่าสุด

อัปเดตชุดมาตรการเพิ่มเสน่ห์ตลาดทุนไทยคืบหน้าถึงไหน?

อัปเดตชุดมาตรการเพิ่มเสน่ห์ตลาดทุนไทยคืบหน้าถึงไหน?