posttoday
กาง ‘เชียงใหม่โมเดล’ กรณีศึกษาก่อนบุกลาว

กาง ‘เชียงใหม่โมเดล’ กรณีศึกษาก่อนบุกลาว

24 มิถุนายน 2558

เรื่องยากอย่างหนึ่งของการเริ่มต้นบุกตลาดอาเซียน คือ “ความไม่รู้”

โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์

เรื่องยากอย่างหนึ่งของการเริ่มต้นบุกตลาดอาเซียน คือ “ความไม่รู้” เนื่องจากไม่รู้ว่าจะเริ่มบุกตลาดอย่างไร เมื่อไหร่ รวมถึงไม่รู้ว่าจะศึกษาตัวอย่างสภาพตลาดจากที่ไหนก่อนได้ ผู้ประกอบการหลายรายจึงยังลังเล ไม่กล้าตัดสินใจบุกตลาดที่ตัวเองไม่รู้จัก

แต่สำหรับตลาดลาว จตุรงค์ บุนนาค รองประธานสภาธุรกิจไทย-ลาว และผู้จัดการสาขาอาวุโส สาขาต่างประเทศ สาขานครหลวงเวียงจันทน์ ธนาคารกรุงไทย ได้ฉายภาพความเปลี่ยนแปลงในตลาดลาว เพื่อเป็นกรณีศึกษาประกอบการตัดสินใจนักลงทุนไทยอย่างชัดเจน

เขาเล่าว่า หากเปรียบเทียบตลาดลาว ณ วันแรกที่เขาเข้ามาทำงานในลาวเมื่อปี 2550 กับตลาดลาวในวันนี้ หรือปี 2558 พบว่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน

ในช่วงปี 2550-2553 สภาพบ้านเมืองของลาวไม่มีอาคารใหญ่โต การจราจรสะดวก ไม่ติดขัด ร้านอาหาร สถานบันเทิงแทบไม่มี แต่หลังปี 2553 เป็นต้นมา มีอาคารสูงและห้างสรรพสินค้าเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เริ่มต้นจากตลาดเช้าช็อปปิ้งมอลล์ของกลุ่มทุนสิงคโปร์ การจราจรเริ่มติดขัดทั้งช่วงเช้า ช่วงเที่ยง และช่วงเย็น คล้ายไทย ร้านอาหารนานาชาติเข้ามาเปิดอย่างต่อเนื่อง คนลาวเริ่มมีไลฟ์สไตล์ใช้ชีวิตนอกบ้านช่วงกลางคืนมากขึ้น

นอกจากนี้ จุดที่เป็นย่านความเจริญในลาวยังมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วด้วย สังเกตจากช่วงที่ผ่านมา ย่านความเจริญจะอยู่บริเวณด้านหน้าลาวพลาซ่า แต่ขณะนี้ย่านความเจริญย้ายมาอยู่ถนนริมน้ำโขง บริเวณไนท์มาร์เก็ตแทน มีร้านอาหารฝรั่งเศส ร้านอาหารอิตาลี เข้ามาเปิดเต็มไปหมด ผู้ที่สนใจจะทำธุรกิจในลาว ควรศึกษาโมเดลของธุรกิจที่เกิดขึ้นใน จ.เชียงใหม่ ก่อน

“เชียงใหม่ขึ้นชื่อว่าเป็นจังหวัดปราบเซียน เข้าไปทำแล้วต้องรีบออก เพราะถนนความเจริญเปลี่ยนตลอด จากถนนท่าแพมาสู่ตลาดไนท์บาซาร์ แล้วก็ยังเปลี่ยนจากไนท์บาซาร์มาสู่ถนนนิมมานเหมินท์ ลาวในตอนนี้กับเชียงใหม่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน นักธุรกิจที่สนใจบุกตลาดลาวจึงควรศึกษาเชียงใหม่โมเดลก่อน”

จตุรงค์ อธิบายเพิ่มเติมว่า หากมองรูปแบบไมโครไฟแนนซ์ สินค้าอุปโภคบริโภคธรรมดาของไทย น่าจะมีโอกาสเจาะตลาดเวียงจันทน์ได้ไม่ยาก เพราะตลาดประชากร 1 ล้านคนในเวียงจันทน์ น่าจะมี 5-10% ที่เป็นกลุ่มมีกำลังซื้อสูง คนกลุ่มนี้อยู่ในภาคธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น รับเหมาก่อสร้าง สร้างเขื่อน สามารถซื้อสินค้าต่างๆ ได้โดยไม่ต้องใช้เวลาตัดสินใจ

ขณะที่หากมองรูปแบบไมโครไฟแนนซ์ ด้วยจำนวนประชากรลาวทั้งประเทศที่มีไม่ถึง 10 ล้านคน จึงไม่ตอบสนองความต้องการขายเท่าใดนัก นักธุรกิจจึงควรมองลาวในฐานะ “สปริงบอร์ด” เพื่อให้ได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ ได้ต้นทุนค่าแรงต่ำ ใช้ลาวเป็นฐานการส่งออกสินค้าไปยังจีน เวียดนาม หรือใช้สิทธิพิเศษด้านภาษีของลาวส่งสินค้าไปยังสหภาพยุโรป

สำหรับธุรกิจและอุตสาหกรรมที่น่าสนใจในลาว ได้แก่ ธุรกิจพลังงาน ธุรกิจเหมืองแร่ เนื่องจากลาวกำลังให้ความสำคัญกับการเป็น “แบตเตอรี่แห่งเอเชีย” ขณะเดียวกัน ธุรกิจบริการ โรงแรม ร้านอาหาร การเงิน ก็ยังมีโอกาสในลาวเช่นกัน

“ลาวเป็นประเทศที่ไม่ควรรอไปบุกวันหลัง ถ้าหลังจากนี้ไปอีกสัก 3 ปี การทำธุรกิจจะลำบากมาก เพราะจีนจะเข้ามาบุกรับสัมปทานต่างๆ ไปหมด ทั้งสัมปทานเขื่อน สัมปทานเหมืองแร่ และมีบทบาทในภาคเศรษฐกิจของลาว นอกจากนี้เวียดนามเองก็เริ่มมีบทบาทในลาวมากขึ้นเช่นกัน”

จตุรงค์ แนะนำว่า “น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ” เนื่องจากเรือจะล่ม ผู้ที่สนใจจะบุกตลาดลาวอาจเป็นพันธมิตรกับกลุ่มทุนจีน เพื่อให้ธุรกิจแข็งแกร่งมากขึ้น โดยการหาพันธมิตรจากจีนสามารถหาได้ไม่ยาก เนื่องจากในไทยมีสมาคมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ไทย-จีน พร้อมช่วยเชื่อมโยงภาคธุรกิจระหว่าง 2 ประเทศ

รองประธานสภาธุรกิจไทย-ลาว ทิ้งท้ายว่า เนื่องจากลาวและไทยมีพื้นฐานวัฒนธรรมและภาษาอยู่บนรากเหง้าเดียวกัน การจะเข้ามาลงทุนในลาวจึงควรยึดพื้นฐาน “Win-Win” และต้องเข้าใจว่าลาวมีกฎหมายของตัวเอง อย่าเปรียบเทียบว่าทำไมกฎหมายและวิธีการทำงานของเขาไม่เหมือนเรา จะทำให้เข้ามาทำธุรกิจในลาวได้ง่ายและยั่งยืนขึ้น

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน