posttoday
ปรับจีดีพีถี่ รับปีแห่งความผันผวน

ปรับจีดีพีถี่ รับปีแห่งความผันผวน

24 มิถุนายน 2558

ในปีนี้นับว่าเป็นปีที่มีการปรับตัวเลขประมาณการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ถี่ที่สุดในรอบทศวรรษ เนื่องจากมีความผันผวนสูง มีปัจจัยใหม่จากภายในประเทศและภายนอกประเทศที่เข้ามากระทบกับภาวะเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกทุกเดือน

ในปีนี้นับว่าเป็นปีที่มีการปรับตัวเลขประมาณการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ถี่ที่สุดในรอบทศวรรษ เนื่องจากมีความผันผวนสูง มีปัจจัยใหม่จากภายในประเทศและภายนอกประเทศที่เข้ามากระทบกับภาวะเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกทุกเดือน

ดัชนีใหญ่ๆ คือ ตัวเลขการส่งออก การบริโภค และการลงทุน ที่ทำให้หน่วยงานต่างๆ ต้องปรับตัวเลขไปมาตามภาวะให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นปีนี้จึงจะเป็นปีที่วางแผนธุรกิจยากที่สุดปีหนึ่งของภาคเอกชน

การประมาณการเศรษฐกิจของประเทศรับผิดชอบอย่างเป็นทางการมีอยู่ 3 หน่วยงาน คือ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ของกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

ที่ผ่านมาหน่วยงานทั้ง 3 แห่ง จะประมาณการเศรษฐกิจปีละ 1-2 ครั้งเท่านั้น แต่ในภายหลังได้มีการตกลงกันให้มีการแถลงปรับประมาณการเศรษฐกิจทุกไตรมาส โดยสลับหน่วยงานละเดือนวนสลับปรับเปลี่ยนกันไป เท่ากับว่าแต่ละหน่วยงานจะมีการประมาณการเศรษฐกิจปีละ 4 ครั้ง รวม 3 หน่วยงาน จะมีตัวเลขการประมาณการเศรษฐกิจออกมาแต่ละปีรวมกันถึง 12 ครั้ง

ทั้งหมดยังไม่รวมกับการประมาณการเศรษฐกิจขององค์กรเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศที่มีชื่อเสียง และได้รับการยอมรับที่มีการประมาณการเศรษฐกิจไทยออกมาอย่างต่อเนื่องอีกจำนวนมาก ให้ประชาชนนักลงทุนผู้ประกอบการได้นำไปเปรียบเทียบกับการประมาณการของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อใช้ประกอบในการตัดสินใจการบริโภคและการลงทุนต่างๆ

การปรับประมาณการเศรษฐกิจที่มีความถี่มากขึ้น มีผลดีทำให้สะท้อนสถานการณ์จริงให้ประชาชนและนักลงทุนปรับตัวได้ทันท่วงที เนื่องจากเศรษฐกิจโลกและประเทศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความผันผวนสูง การประมาณการเศรษฐกิจปีละ 1-2 ครั้ง ทำให้ข้อมูลทางเศรษฐกิจล้าหลังและไม่ทันสถานการณ์

นอกจากนี้ ในช่วงที่เศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาขึ้น การปรับประมาณการเศรษฐกิจบ่อยครั้ง จะเป็นผลดีกับเศรษฐกิจ เพราะตัวเลขต่างๆ จะปรับตัวดีขึ้นเป็นลำดับ สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้เป็นอย่างดี

ในทางตรงข้ามในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวไม่ชัดเจน และยังมีความอ่อนแออยู่มาก การปรับประมาณการจีดีพีบ่อยๆ กลับดูเหมือนการซ้ำเติมเศรษฐกิจมากขึ้น เพราะแต่ละหน่วยงานที่ปรับประมาณการออกมาปรากฏว่า ตัวเลขต่างๆ ยิ่งอ่อนแอลง ทำให้ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของประชาชนและนักลงทุนดิ่งลงมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

เห็นได้ชัดการประมาณการเศรษฐกิจของ สศช.ในเดือน ก.พ. 2558 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 3.5-4.5% ต่อปี โดยการส่งออกจะขยายตัวได้ 3.5% ต่อปี แต่ล่าสุดเดือน พ.ค. 2558 ได้มีการปรับประมาณการใหม่เศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 3-4% ต่อปี โดยการส่งออกของไทยตกฮวบขยายตัวได้ 0.2% เท่านั้น

ด้าน สศค.ของกระทรวงการคลัง ประมาณการเศรษฐกิจปีนี้เดือน ม.ค. 2558 คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.9% ต่อปี การส่งออกขยายตัวได้ 1.4% ต่อปี แต่การปรับประมาณการล่าสุดเดือน เม.ย. 2558 เศรษฐกิจขยายตัวได้ 3.7% ต่อปี การส่งออกหดเหลือ 0.2% ต่อปี

ขณะที่ ธปท.ประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ตอนต้นปีจะขยายตัวได้ 3.8% ต่อปี การส่งออกจะขยายตัวได้ 0.8% ต่อปี แต่ได้มีการปรับประมาณการล่าสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 3.0% ต่อปี โดย
คาดว่าการส่งออกจะขยายตัวติดลบถึง 1.5% ทรุดจากที่ประมาณการเดิมไว้มาก เมื่อพิจารณาก็จะเห็นว่าหน่วยงานทั้งสามแห่งปรับประมาณการลดลงต่อเนื่อง ซึ่งไม่ส่งผลดีกับเศรษฐกิจ เพราะจะทำให้ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจอยู่ในอาการโคม่ามากขึ้น การที่เศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงขาลงเช่นนี้ ทำให้นักลงทุนจับจ้องไปที่ตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจของหน่วยงานที่ประมาณการไว้ต่ำสุด เพื่อคิดว่ากรณีที่เลวร้ายที่สุดจะแย่ขนาดไหนและจะรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างไร

ที่สำคัญมากกว่านั้น ภาวะเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอ เครื่องยนต์ขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจอาการสาหัส โดยเฉพาะการส่งออกที่แย่กู่ไม่กลับ การลงทุนยังไม่ขยับ การบริโภคที่ขยายตัวแต่ความเชื่อมั่นในการบริโภคก็ถอยหลังมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐโดยเฉพาะโครงการลงทุนขนาดใหญ่ยังเป็นแค่แผนในกระดาษไม่สามารถปักเสาเข็มเริ่มลงทุน ทั้งหมดทำให้คาดการณ์ได้ไม่ยากว่าเศรษฐกิจครึ่งปีหลังยังขยายตัวได้ยาก

ยิ่งมีการระบาดของโรคเมอร์สของโลกยังแก้ไม่ได้ และมีการพบผู้ติดเชื้อในประเทศไทยเป็นรายแรก ส่งผลกระทบการส่งออกและการบริโภคในระยะสั้น ทำให้การท่องเที่ยวที่จะเป็นพระเอกช่วยเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังมีปัญหาต้องสะดุด

ยังไม่รวมกับปัญหาสายการบินไทยของไทยถูกปักธงแดง ทำให้ภาพลักษณ์สายการบินของไทยเสียหาย นักเดินทางไม่เชื่อมั่น กระทบกับการท่องเที่ยวของไทยเพิ่มขึ้น ยิ่งตอนนี้รัฐบาลยังหาทางแก้ไม่ได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว ยิ่งจะส่งผลกระทบรุนแรงกับการท่องเที่ยวของไทยมากเท่านั้น

ปัจจัยลบทั้งหมดทำให้คาดการณ์ได้ไม่ยากว่า การปรับประมาณการเศรษฐกิจของหน่วยงานเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ของปีนี้ จะมีการทยอยปรับลดการขยายตัวเศรษฐกิจของไทยอีกรอบ เพราะปัจจัยลบมากกว่าบวกเหมือนกับครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ซึ่งหากมองจากการประมาณการเศรษฐกิจของ ธปท.ล่าสุดให้เศรษฐกิจขยายตัว 3% ต่อปี หากมีการปรับลดลงอีกก็ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวไม่ถึง 3% ทันทีสิ่งที่ตามมาต่อจากนั้นคือช่วงท้ายของปีนี้ปัญหาการเมืองของไทยจะกลับมาร้อนอีกครั้ง จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว ซึ่งจะเกี่ยวโยงไปกับการทำประชามติและการอยู่ต่อไม่อยู่ต่อของรัฐบาล ทำให้การเมืองของไทยมีแรงกระเพื่อมสะเทือนถึงเศรษฐกิจไทย

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาของเศรษฐกิจโลก ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศกรีซ จะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจของยุโรปและของโลก การขยายตัวของประเทศจีนที่ลดลงจากที่จะได้ถึง 7% ต่อปี ตอนนี้คาดว่าจะได้แค่ 6% กว่าๆ ต่อปีเท่านั้น และเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ยังไม่ฟื้นจากการเพิ่มขึ้นของภาษีการค้า ทั้งหมดเป็นคู่ค้าที่สำคัญของไทยทั้งสิ้น ส่งผลกระทบให้การส่งออกของไทยดึงลงลึกมากขึ้น

เมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศมีแนวโน้มแย่มากกว่าดี ทำให้การปรับประมาณการเศรษฐกิจของหน่วยงานเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ หนีไม่พ้นต้องปรับลดเป็นการทิ้งทวนเศรษฐกิจปีนี้เป็นรอบสุดท้าย

แนวโน้มดังกล่าวเหมือนประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเศรษฐกิจปีที่ผ่านมา ตอนที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศในช่วงเดือน พ.ค. 2557 ปัจจัยทางเศรษฐกิจดูเหมือนจะดีขึ้น ทำให้มีการคาดกันว่าเศรษฐกิจที่คาดว่าจะไม่ขยายตัวเลยจะขยายตัวได้ 3% แต่สุดท้ายเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า เศรษฐกิจแย่กว่าที่คิด หน่วยงานต่างๆ ทางเศรษฐกิจก็ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจลงเรื่อยจากคาดโต 3% หรือไม่ถึง 2% สุดท้ายไม่ถึง 1% จนที่สุด สศช.ประกาศเป็นทางการไว้ว่าเศรษฐกิจปี 2558 ขยายตัวได้ 0.7% เท่านั้น

ดังนั้น การปรับจีดีพีถี่ๆ ต่อเนื่อง ด้านหนึ่งเป็นสิ่งที่ดีทำให้ทุกคนรู้สถานการณ์จริง แต่ในช่วงที่เศรษฐกิจขาลงการปรับเศรษฐกิจบ่อยๆ ดูเหมือนจะเป็นยาขมให้กับเศรษฐกิจไทยมากขึ้น

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน