
กฟผ.ต้องฝ่าด่าน สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน
โดย...ชนิกา สุขสมจิตร
โดย...ชนิกา สุขสมจิตร
การจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ. 2558-2579 (พีดีพี 2015) ฉบับใหม่ ถือเป็นการทบทวนแผนผลิตไฟฟ้าของประเทศเป็นรอบที่ 4 สาระสำคัญที่เห็นได้ชัด คือ มีการกำหนดระยะเวลาของแผนปฏิบัติในระยะ 20 ปีข้างหน้า ให้สอดคล้องกับแผนพลังงานด้านอื่นๆ ได้แก่ แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก แผนอนุรักษ์พลังงาน แผนก๊าซธรรมชาติ และแผนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อกำหนดทิศทางการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
หัวใจหลักของแผนพีดีพี คือ จะต้องมีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ นั่นหมายถึงอนาคตจะต้องมีโรงไฟฟ้าแห่งใหม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นทุกๆ ปีตามอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ
แน่นอนว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะเป็นหน่วยงานหลักที่ต้องดูแล จัดหาไฟฟ้าให้กับประเทศ
โพสต์ทูเดย์ได้สัมภาษณ์พิเศษ “รัตนชัย นามวงศ์” รองผู้ว่าการ พัฒนาโรงไฟฟ้า ถึงภาระกิจของ กฟผ.ได้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า ในภาพรวมของแผนพีดีพี 20 ปีนั้น จะต้องมีกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่เข้าสู่ระบบ 57,459 เมกะวัตต์ ในขณะที่มีกำลังผลิตไฟฟ้าปลดออก 24,736 เมกะวัตต์ ส่งผลให้ปีสุดท้ายของแผนพีดีพี คือ ปี 2579 จะมีกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งสิ้น 70,335 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันที่มีอยู่ 37,612 เมกะวัตต์
จะพบว่าปริมาณการผลิตไฟจะเพิ่มขึ้นสูงถึง 32,723 เมกะวัตต์
การบริหารจัดการกำลังผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นมานั้น กระทรวงพลังงานมีนโยบายชัดเจนที่ต้องการลดสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงจากก๊าซธรรมชาติจากปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ 64% ให้เหลือเพียง 30-40% ในปี 2579
ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเลือกถ่านหินมาเป็นโรงไฟฟ้าใหม่แทนก๊าซธรรมชาติ โดยจะมีผลให้การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินเพิ่มจากเดิม 20% เป็น 25% ซึ่งตามแผนกำหนดไว้ต้องมีโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมด
9 แห่ง กำลังการผลิตรวม 7,390 เมกะวัตต์
แยกเป็น 4 โครงการ ที่มีภาระผูกพันอยู่แล้ว ประกอบไปด้วย 1.โรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทนหน่วยที่ 4-7 กำลังการผลิต 600 เมกะวัตต์ 2.โรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทนหน่วยที่ 8-9 กำลังการผลิต 425 เมกะวัตต์ 3.โรงไฟฟ้ากระบี่กำลังการผลิต 800 เมกะวัตต์ และ 4.โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา 1-2 รวม 2,000 เมกะวัตต์
นอกจากนี้ ยังมีโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่อีก 5 แห่ง ที่ยังไม่ได้กำหนดชัดว่าจะให้ใครเป็นผู้ดำเนินการ แต่น่าจะอยู่ในพื้นที่ภาคใต้หรือภาคกลาง ซึ่งเป็นแผนในระยะยาว และขึ้นอยู่กับนโยบายกระทรวงพลังงานว่าจะเปิดให้เอกชนลงทุนเอง หรือให้ กฟผ.ทำต่อ ซึ่งเป็นเรื่องของอนาคต แต่หากเป็นไปได้ก็น่าจะให้เอกชนรับไปทำบ้างบางส่วนอาจเป็นรูปแบบของการเปิดมูลโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนรายใหญ่ (ไอพีพี) ก็ได้
อย่างไรก็ตาม แผนระยะสั้น 5 ปี หน้าที่ของ กฟผ. คือ จะต้องผลักดันให้เกิดโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งแรกใน จ.กระบี่ ให้เกิดขึ้นตามแผนที่ระบุไว้ว่าจะต้องจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2562 เพื่อรองรับกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี
รัตนชัย ยอมรับว่า ที่ผ่านมายังมีกระแสการต่อต้านในภาคใต้ที่ไม่เอาถ่านหินอยู่ ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องต่อต้านกัน ทั้งๆ ที่ทุกคนต้องการใช้ไฟฟ้า
เฉพาะภาคใต้มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นปีละ 6% ในขณะที่กำลังการผลิตติดตั้งมีอยู่ 3,059เมกะวัตต์ แต่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 2,468 เมกะวัตต์ ถือว่ามีความเสี่ยง เพราะกำลังผลิตในภาคใต้มีทั้งที่มาจากโรงไฟฟ้าฐาน พลังงานทดแทน การรับซื้อไฟฟ้าจากมาเลเซียและผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (เอสพีพี) รวมทั้งการดึงไฟฟ้าจากภาคกลางมาเสริมสูงสุดไม่กิน 1,000 เมกะวัตต์
อย่างไรก็ตาม การเตรียมพร้อมกับโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ มีทั้งเรื่องเงินลงทุนและบุคลากรมารองรับ
เพราะในเบื้องต้นเงินลงทุนที่ใช้เฉพาะโรงไฟฟ้าถ่านหินตามแผนพีดีพีในช่วง 5 ปี คิดเป็นเม็ดเงินกว่า 3.1 แสนล้านบาท ซึ่งแหล่งเงินทุนจะมาจากการใช้สภาพคล่องของ กฟผ. และการระดมทุนผ่านการออกพันธบัตร ซึ่งไม่ใช่อุปสรรค
ขณะเดียวกันจะต้องเตรียมรับบุคลากรรองรับโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ที่จะเกิดขึ้นในระยะ 10-15 ข้างหน้า โดยเฉลี่ยโรงไฟฟ้า 1 แห่ง จะต้องมีบุคลากรไม่น้อยกว่า 200 คน
นี่เป็นโจทย์ใหญ่ที่ กฟผ.และกระทรวงพลังงานจะต้องหาทางขับเคลื่อนและฝ่าด่านสำคัญให้ได้
รัตนชัย กล่าวอีกว่า นโยบายกระทรวงพลังงานที่ต้องการส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกมากขึ้นนั้น ในแผนพีดีพีกำหนดสัดส่วนไฟฟ้าผลิตจากพลังงานทดแทน 19,635 เมกะวัตต์ ในปี 2579 ประกอบไปด้วย โรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) 6,000 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังงานลม 3,002 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ 3,282 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าขยะ 501 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ 600 เมกะวัตต์ ชีวมวล 5,570 เมกะวัตต์ และไฟฟ้าจากพืชพลังงาน 680 เมกะวัตต์
ตามในหลักการแล้ว กฟผ.จะทยอยรับซื้อเข้าระบบ ไม่สามารถรับซื้อทั้งหมดในคราวเดียวได้ เนื่องจากต้องคำนึงถึงต้นทุนค่าไฟฟ้าที่เกิดขึ้น ตลอดจนความมั่นคงด้านพลังงานด้วย เพราะพลังงานทดแทนแต่ละประเภทยังมีข้อจำกัดไม่สามารถผลิตได้ตลอด 24 ชม. แต่ภาครัฐก็ยังให้ความสำคัญในฐานะเป็นพลังงานทางเลือก
อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวประเทศไทยยังมีความจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ที่เป็นโรงไฟฟ้าฐานเข้าสู่ระบบ เพราะไทยยังมีความเสี่ยงเรื่องพลังงาน
ดังนั้น หน้าที่สำคัญของ กฟผ.จะต้องรักษาระดับการผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอกับความต้องการ แต่ถ้าแผนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินไม่สามารถเดินหน้าได้ ก็ต้องเลือกวิธีที่ง่ายที่สุด คือ เพิ่มสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งอนาคตจะต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) มากขึ้น เนื่องจากแหล่งสัมปทาน ก๊าซฯ ในอ่าวไทยเริ่มทยอยลดลงและหมดใน 7 ปีข้างหน้า ในขณะที่ตอนนี้ยังต้องรอความชัดเจนในเรื่องสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุลงในปี 2564-2565 ตลอดจนการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ที่ยังไม่ได้ข้อสรุป
ดังนั้น ท้ายสุดไทยจะต้องนำเข้าแอลเอ็นจีเพื่อผลิตไฟฟ้าแทนมากขึ้น และจะมีผลต่ออัตราค่าไฟฟ้า
แต่หากเดินตามแผนพีดีพีบนพื้นฐานที่มีโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้น ได้ประมาณการค่าไฟฟ้าขายปลีกจะเพิ่มขึ้นปีละ 1.89% อีก 20 ปีข้างหน้า ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยจะอยู่ที่ 5.55 บาท/หน่วย จากปัจจุบันค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.76 บาท/หน่วย
“ผมว่าคนไทยควรมองเรื่องพลังงานในระยะยาว เพราะยังมีความเสี่ยงอยู่ในเรื่องการจัดหาโรงไฟฟ้าใหม่เกิดยาก ดังนั้น ถ้าต้องใช้ก๊าซฯ เหมือนเดิม ความมั่นคงก็ยังมีอยู่แต่ค่าไฟฟ้าแพง อนาคตเศรษฐกิจมีการเติบโตต่อเนื่องก็ยิ่งต้องหาเชื้อเพลิงมาป้อนโรงไฟฟ้าให้ทันกับความต้องการใช้ จึงอยากให้ประชาชนมีความเข้าใจถึงการรักษาเสถียรภาพของพลังงานไว้ด้วย” รัตนชัย กล่าวทิ้งท้าย
การเดินหน้าจัดหาโรงไฟฟ้าโดยเฉพาะถ่านหินตามหน้าที่ของ กฟผ. จึงท้าทายอย่างยิ่ง เพราะยิ่งเข็นโรงไฟฟ้าออกไป แรงต้านจากมวลชนยิ่งกระจายตัว ความมั่นคงด้านพลังงานกับวิถีชาวบ้าน ดูจะเป็นโจทย์ใหญ่ที่ กฟผ.และรัฐบาลจะต้องหาความสมดุลให้ได้
มิเช่นนั้น แค่ขึ้นโครงการ แรงต้านก็โผล่อยู่เรื่อยไป







