
เร่งเครื่อง
การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 16 มิ.ย. ได้อนุมัติแพ็กเกจช่วยเอสเอ็มอี 2 เรื่องหลัก คือ 1.ชดเชยค่าธรรมเนียมค้ำประกันเงินกู้ให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ในอัตรา 1.75% และเพิ่มวงเงินค้ำประกันสินเชื่ออีก 5 หมื่นล้านบาท
การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 16 มิ.ย. ได้อนุมัติแพ็กเกจช่วยเอสเอ็มอี 2 เรื่องหลัก คือ 1.ชดเชยค่าธรรมเนียมค้ำประกันเงินกู้ให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ในอัตรา 1.75% และเพิ่มวงเงินค้ำประกันสินเชื่ออีก 5 หมื่นล้านบาท
2.โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท ผ่านธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) อัตราดอกเบี้ย 4% โดยรัฐจะชดเชยดอกเบี้ยให้ 3% เป็นระยะเวลา 3 ปี
บสย.ประเมินว่าจากมาตรการดังกล่าวจะทำให้มีการขอสินเชื่อในระบบกว่าแสนล้านบาทในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ รวมทั้งได้จัดสัมมนาธนาคารและสถาบันการเงิน 22 แห่ง เพื่อสร้างความเข้าใจและเริ่มโครงการปล่อยสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอีต่อไป
สำหรับ 2 แพ็กเกจดังกล่าว แม้จะยังไม่ตรงกับข้อเรียกร้องของผู้ประกอบการก่อนหน้านี้ ทั้งในเรื่องปรับลดอัตราการจัดเก็บภาษีแบบขั้นบันไดตามรายได้ รวมถึงข้อเรียกร้องให้นิรโทษกรรมภาษีให้กับผู้ประกอบการ แต่เชื่อว่าจะช่วยทำให้เห็นแสงสว่างขึ้นมาได้บ้าง โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ประสบปัญหาสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ
ขณะเดียวกัน มีผู้ประกอบการอีกส่วนหนึ่งต้องการความช่วยเหลือ ทั้งการหาช่องทางการตลาด การช่วยเหลือเรื่องการจำหน่าย กระจายสินค้า โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยและโอท็อป เพื่อทำให้มีรายได้เข้ามาเลี้ยงตัวเองได้เพิ่มขึ้น
นั่นหมายถึงรัฐบาลต้องช่วยกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภคผ่านโครงการต่างๆ ที่ได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ด้วย ซึ่งดูเหมือนว่าโครงการเหล่านี้จะค่อนข้างล่าช้า ทั้งการกระตุ้นกำลังซื้อรากหญ้าผ่านการผลักดันราคาสินค้าเกษตร การช่วยเหลือเกษตรกรผ่านมาตรการต่างๆ รวมไปถึงโครงการเมกะโปรเจกต์ที่จะส่งผลไปถึงการจ้างงานเพิ่มขึ้น เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีกทางหนึ่ง
เช่นเดียวกับมาตรการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่หลายหน่วยงาน ประกาศออกมาหลายโครงการ แต่ยังไม่เห็นผลที่เป็นรูปธรรมสำหรับการช่วยเหลือผู้ประกอบการผ่านมาตรการเหล่านี้ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งเครื่องช่วยเหลือผู้ประกอบการทั้งระบบ เพื่อให้เดินต่อไปข้างหน้าให้ได้







