
ตลท.คุมหุ้นร้อนอยู่หมัด!! 5 เดือนเก็งกำไรลด
ความพยายามในการดูแลและสกัดภาพการซื้อขายที่ไม่เป็นธรรม การเก็งกำไรที่ร้อนแรงจนเกินเหตุในหุ้นเล็กที่ไร้ปัจจัยพื้นฐาน
โดย...ยินดี ฤตวิรุฬห์
ความพยายามในการดูแลและสกัดภาพการซื้อขายที่ไม่เป็นธรรม การเก็งกำไรที่ร้อนแรงจนเกินเหตุในหุ้นเล็กที่ไร้ปัจจัยพื้นฐาน อาศัยเพียงการบอกกล่าวและเล่าข่าวดีกันในตลาดและห้องค้า เพื่อจุดกระแสให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาอย่างร้อนแรง และให้บรรดานักเก็งกำไรแสวงหาผลกำไรในตลาดหุ้น เริ่มเห็นผลชัดเจนภายหลังจากที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ผนึกกำลังในการออกมาตรการดูแลมาอย่างต่อเนื่องเริ่มออกฤทธิ์ เพราะจะเห็นได้ว่าในช่วงกว่า 5 เดือนการซื้อขายในตลาดหุ้นในส่วนของการเก็งกำไรลดความร้อนแรงลง และกลับพบว่าการซื้อขาย 5 อันดับแรกกลับเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานมากขึ้น สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการ ตลท. กล่าวว่า ผลจากการที่ ตลท.และ ก.ล.ต.ได้ผนึกกำลังกันในการดูแลการซื้อขายในตลาดหุ้น ถือว่ามีประสิทธิภาพและเห็นผลสำเร็จจากมาตรการต่างๆ ที่นำออกมาใช้ โดยจะเห็นว่าภาพรวมการซื้อขายในช่วงเกือบครึ่งปีแรกของปี 2558 เมื่อเปรียบเทียบกับครึ่งปีหลังของปี 2557 มีความแตกต่างอย่างชัดเจน โดยในกว่า 5 เดือนปีนี้จะเห็นว่าการซื้อขายในตลาดหุ้นใน 5 อันดับแรกนั้นจะเป็นหุ้นพื้นฐานที่ดี ขณะที่หุ้นขนาดเล็กที่ไม่มั่นคงและไม่มีปัจจัยรองรับได้ และการเก็งกำไรกันอย่างร้อนแรงได้ลดน้อยลงไป
ทั้งนี้ หลังจากการใช้มาตรการสกัดหุ้นร้อนทำให้ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลงจากระดับ 5-6 หมื่นล้านบาท เหลือ 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้เป็นในส่วนของนักลงทุนรายย่อยประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ลดจากก่อนหน้าที่อยู่ในระดับกว่า 3 หมื่นล้านบาท หรือหายไปประมาณ 1 หมื่นล้านบาท และเป็นของสถาบัน พอร์ตบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) และต่างประเทศประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือว่ามีเสถียรภาพมากขึ้น และนักลงทุนใช้เหตุผลในการตัดสินใจเข้าลงทุนมากขึ้นและมองว่าระดับมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่ระดับกว่า 4 หมื่นล้านบาทนั้นไม่ได้น้อยจนเกินไป และเป็นระดับที่เหมาะสมยอมรับได้ ซึ่งถือว่าเป็นการลงทุนที่มีเสถียรภาพมากขึ้น มีการเติบโตมั่นคง และนักลงทุนทุกคนจะได้รับผลตอบแทนที่ดี
สำหรับมาตรการที่ทาง ตลท.และ ก.ล.ต.ได้ผนึกกันออกมานั้น มีการออกมาตรการดูแลหุ้นเก็งกำไรที่ไม่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการบัญชีเงินสดแบบมีหลักประกันชำระราคา (Cash Balance) การวางหลักประกัน และการระงับการซื้อขาย ซึ่งถือได้ว่ามาตรการดังกล่าวใช้ได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพและใช้ได้ผลที่ดี
สถิตย์ กล่าวว่า ความร้อนแรงของการซื้อขายที่ลดลงในช่วงกว่า 5 เดือนนั้นไม่ได้เป็นผลมาจากนักลงทุนขาดความเชื่อมั่นและเป็นผลมาจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวแต่อย่างใด เพราะปัจจุบันภาพรวมเศรษฐกิจทุกอย่างมีทิศทางที่ดีขึ้น ทั้งการว่างงานของไทยมีแค่ 1% และการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดยังดี ทุนสำรองของประเทศก็ยังอยู่ในระดับที่ดี ขณะที่ภาระหนี้ของประเทศต่อตัวเลขอัตราเติบโตผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ก็อยู่ในระดับ 46% ขณะที่ภาคการธนาคารเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS) เกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนดเฉลี่ยกว่า 16.5% ขณะที่ปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ก็อยู่ในระดับประมาณ 2% ซึ่งถือว่าต่ำมาก
ขณะนี้รอเพียงการลงทุนของภาครัฐที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งเมื่อรัฐลงทุนภาคเอกชนก็มั่นใจและจะมีการลงทุนตามอย่างแน่นอน ก็จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศกลับมาขยายตัวได้อย่างดี และสุดท้ายก็จะทำให้ตลาดหุ้นไทยจากนี้ไปเชื่อว่าน่าจะปรับตัวดีขึ้นด้วย
มนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) หรือ MBKET กล่าวว่า บล.เมย์แบงก์ฯ ขณะนี้มีความระมัดระวัง โดยจะไม่แนะนำให้นักลงทุนลงทุนในหุ้นที่ไม่มีปัจจัยพื้นฐานและราคาหุ้นมีความร้อนแรง แต่หากนักลงทุนจะมีการลงทุนในหุ้นดังกล่าว บริษัทจะใหันักลงทุนวางเงินเต็มจำนวนในการซื้อหุ้นดังกล่าว แม้หุ้นนั้นจะหลุดจากการเป็นหลักทรัพย์ที่มีอัตราการซื้อขายหมุนเวียนสูง (Turnover List) แล้วก็ตาม แต่บริษัทก็จะขึ้น Turnover List หุ้นดังกล่าวต่อไป หากมีความร้อนแรงและไร้ปัจจัยพื้นฐาน แต่หากหุ้นตัวไหนมีการเก็งกำไรที่สูงแต่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ เราก็จะสนับสนุนให้นักลงทุนลงทุน
“แม้ว่าผลของการเข้มงวดในการดูแลหุ้นที่เก็งกำไรร้อนแรงจะทำให้ส่วนแบ่งทางการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) ของบริษัทลดลง แต่ก็ไม่มีปัญหาเพราะถือว่าเป็นการกระทำที่ดูแลลูกค้าไม่ให้ได้รับความเสียหายและระดับแชร์ของบริษัทที่อยู่ในระดับ 11-12% และบางจังหวะลงมาอยู่ที่ 8-9% ก็ถือว่ารับได้”
อย่างไรก็ตาม บริษัทจะเน้นคุณภาพในการให้บริการ เช่น เรื่องงานวิจัยที่จะมีการประเมินภาพรวมเศรษฐกิจในการเลือกหุ้นที่จะให้ผลตอบแทนที่ดีแก่นักลงทุน และไม่แนะนำลูกค้าลงทุนในหุ้นที่มีความร้อนแรงและไร้ปัจจัยพื้นฐาน แม้หุ้นตัวนั้นจะหลุด Turnover List ซึ่งทุกวันนี้ฝ่ายวิจัย บล.เมย์แบงก์ฯ ได้ทำวิจัยหุ้นครอบคลุมในหุ้นประมาณ 140 บริษัทแล้ว
สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นนั้นมองว่าสิ้นปีดัชนีน่าจะอยู่ในระดับ 1,650 จุด ซึ่งมองว่าเมื่อดัชนีปรับตัวลดลงมาก็จะมีแรงเข้าไปซื้อและมองว่าเศรษฐกิจน่าจะโตได้ในระดับ 3.5-4% เพราะเชื่อว่านโยบายดอกเบี้ยที่ใช้อยู่น่าจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันการส่งออกที่ลดลงก็ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นเหมือนกันกับต่างประเทศ เช่น เกาหลีใต้ลดลง 20% สิงคโปร์ลดลง 23% จีนลดลง 20% ขณะที่ไทยเองยังมีภาคการท่องเที่ยวเข้ามาก็น่าจะสนับสนุนการเติบโตได้
สำหรับดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับ 1.5% นั้นเชื่อว่านักลงทุนที่นำเงินออกไปจากตลาดหุ้นก็จะพิจารณานำเงินกลับมาเข้าลงทุนใน ตลท.อีกครั้ง เพราะน่าจะเป็นแหล่งที่ให้ผลตอบแทนที่ดี ส่วนในมุมมองส่วนตัวมองว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะยังคงไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพราะหากขึ้นค่าเงินเหรียญสหรัฐจะแข็งค่าขึ้นอีกจากปัจจุบันที่แข็งค่าอยู่แล้ว ซึ่งหากแข็งค่ามากๆ จะทำให้มีผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ไม่แข็งแรงได้
อย่างไรก็ตาม วันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ 1,501.89 จุด ลดลง 6.34 จุด หรือลดลง 0.42% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 28,854.37 ล้านบาท โดยดัชนีอ่อนตัวลงมาตั้งแต่เปิดตลาดตามการปรับลดลงของตลาดหุ้นทั่วโลก จากความกังวลต่อปัญหาหนี้กรีซที่ยังไม่มีข้อสรุป นักวิเคราะห์ บล.ธนชาต ประเมินแนวรับที่ 1,495 จุด







