
สภาอุตฯผวา7เสี่ยงครึ่งปีหลัง
เชื่อการเมืองไม่กระทบเศรษฐกิจมาก/ส่วนทั้งปีจีดีพียังโตได้5%
โพสต์ทูเดย์
— ส.อ.ท.จับตา 7 ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง ระบุการเมืองกระทบไม่มาก คาดจีดีพีทั้งปียังขยายตัว 4.55%นายธนิต โสรัตน์ รองประธานอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยหลังเสวนาระดมความคิดเห็นเรื่อง
“ทิศทางสถานการณ์เศรษฐกิจครึ่งปีหลัง และความคืบหน้ากรณีปัญหามาบตาพุด” ว่า เศรษฐกิจในครึ่งปีหลังจะฟื้นตัวได้ และวิกฤตการเมืองภายในประเทศที่ผ่านมามีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยไม่มาก นอกจากภาคการท่องเที่ยวซึ่งได้รับผลกระทบค่อนข้างรุนแรง คาดอีก 56 เดือน หรือปลายไตรมาส 4 ท่องเที่ยวจึงจะฟื้น ส่วนเศรษฐกิจ (จีดีพี) ทั้งปีจะขยายตัวได้ 4.55%อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่ฟื้นตัวไม่แน่นอน โดยภาคเอกชนประเมินปัจจัยเสี่ยงครึ่งปีหลังของเศรษฐกิจไทยมี 7 ข้อ ได้แก่ 1.เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า คาดว่าปีนี้ประเทศคู่ค้าจะขยายตัวได้ 3.1% ลดลงจากเดิมที่ตั้งไว้ที่ 4.1% จึงต้องติดตามผลกระทบ เช่น วิกฤตการเงินกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) ว่ากลุ่มอียูจะสามารถแก้ปัญหาหนี้สาธารณะและทำให้เงินยูโรและเศรษฐกิจของยุโรปกลับมามีเสถียรภาพได้หรือไม่ ปัญหาการว่างงานในสหรัฐอเมริกา และปัญหาเศรษฐกิจจีนชะลอตัว ว่าจะกระทบต่อการซื้อสินค้ามากน้อยเพียงใด
2.การผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่ประเมินว่าในไตรมาส 3 เงินบาทจะมีความผันผวน เพราะได้รับผลกระทบจากการอ่อนค่าของเงินยูโร ขณะเงินหยวนจะแข็งค่า 1% จากการยืดหยุ่นเงินหยวนที่เพิ่มขึ้น ทำให้เงินสกุลเอเชียแข็งค่าตาม โดยปลายไตรมาส 3 เงินบาทอาจไปถึง 31.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
3.ปัญหาการเมืองในประเทศเป็นตัวแปรสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว ซึ่งไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะนิ่งได้นานเพียงใด จึงเป็นความกังวลของภาคเอกชนอย่างมาก 4.ความรุนแรงของปัญหาภัยแล้ง ปัจจัยนี้จะกระทบการบริโภคภายในและรายได้ของเกษตรกรที่เป็นกำลังซื้อหลักของประเทศ หากปีนี้ปัญหาฝนทิ้งช่วงจะทำให้การทำนาปีและผลผลิตทางการเกษตรได้รับผลกระทบ แต่ยังดีที่ราคาพืชเศรษฐกิจ เช่น มันสำปะหลัง แป้งมัน น้ำตาล ยังราคาสูง
5.อัตราดอกเบี้ย เอกชนมีความเป็นห่วงว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.250.5% ในช่วงปลายไตรมาส 3 หรือต้นไตรมาส 4 เป็น 1.51.75% ซึ่งจะเป็นการชี้นำให้ธนาคารพาณิชย์ปรับขึ้นตามไปด้วย ทำให้ต้นทุนของภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น จึงต้องการให้ ธปท.ตรึงอัตราดอกเบี้ยออกไปก่อน
6.นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล การที่รัฐบาลประกาศขยายมาตรการลดค่าครองชีพออกไปอีก 6 เดือน จะทำให้รัฐบาลมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น เช่น ค่าไฟฟ้าฟรีจ่ายเพิ่มขึ้นปีละ 1.49 หมื่นล้านบาท ค่ารถเมล์ฟรี 2,518 ล้านบาท ค่าอุดหนุนก๊าซแอลพีจี ปีละ 2.64 หมื่นล้านบาท ค่าอุดหนุนแก๊สเอ็นจีวีปีละ 4,800 ล้านบาท ซึ่งในระยะยาวจะทำให้รัฐบาลมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น เกินกว่ารายได้จากภาษีที่รับเข้ามาในแต่ละปี การใช้มาตรการจึงควรใช้เฉพาะที่ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริงเท่านั้น
7.การส่งออก ถ้าขยายตัวไม่ได้ 2225% จะมีผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทย จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทย หากทั้งปีการส่งออกขยายตัวได้ 2225% จะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างชัดเจน แต่หากไม่สามารถขยายตัวได้ตามเป้า จะส่งผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้
สำหรับสิ่งที่อยากฝากไว้ให้ช่วยติดตาม คือการสรรหาผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ ควรจะปลอดจากการเมืองเพราะเท่าที่หารือภาคเอกชนรู้สึกเป็นห่วงกับการสรรหาในครั้งนี้ เนื่องจากขณะนี้รัฐบาลใช้จ่ายเงินแบบประชานิยมสูงมาก และคาดว่าจะมีการกู้เงินจากต่างประเทศมากขึ้น ดังนั้นผู้ว่าธปท.คนใหม่ต้องเป็นอิสระจากการเมือง เป็นผู้ที่รู้งานของธปท.อย่างแท้จริง และเป็นผู้ที่มีความสามารถในการรับมือการปฏิบัติเงินตราต่างประเทศเป็นอย่างดี







