posttoday
'ดิสพล จันศิริ' การลงทุนศิลปะต้องเริ่มจากความชอบ

'ดิสพล จันศิริ' การลงทุนศิลปะต้องเริ่มจากความชอบ

12 มิถุนายน 2558

โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง

โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง

“ดิสพล จันศิริ” ผู้ก่อตั้งบริษัท ดีซีเอ อาร์ต คอนซัลแตนท์ บริษัทที่ปรึกษาเรื่องศิลปะเพื่อการสะสมและลงทุน ได้นำประสบการณ์การบอกเล่าให้กับทายาทธุรกิจที่เป็นลูกค้าเงินฝากรายใหญ่ของธนาคารเกียรตินาคิน ในโครงการ NeXtGen : From Study to Success เพราะปัจจุบันถือว่าการสะสมภาพก็เป็นทางเลือกการลงทุนหรือการบริหารเงินได้

จุดเริ่มต้นสะสมภาพศิลปะต่างๆ มาจากการหล่อหลอมครอบครัวที่พาไปเที่ยวตามโบราณสถานหรือวัดต่างๆ จนรู้สึกว่าศิลปะคือความสวยงามและชื่นชอบมาตั้งแต่นั้น จนวันหนึ่งก็อยากมีภาพศิลปะเพื่อนำมาตกแต่งบ้านเหมือนคนทั่วไป และเริ่มศึกษาหาข้อมูลตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ไปดูภาพตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆ และเรียนรู้ด้วยตัวเองมาโดยตลอด จนเริ่มสะสมภาพมาเรื่อยๆ จนคุณพ่อถามว่าซื้อมาทำไมมากมาย จึงตอบว่า ถือเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง พร้อมมีคำถามตามมาว่า ถ้าอย่างนั้นลองขายให้ดูว่าจะได้
ผลตอบแทนเท่าไร

ภาพแรกที่เขาเลือกขายไปมาจากการเริ่มสะสมด้วยจำนวนหลักหลายหมื่นบาท และเก็บสะสมมาไม่เกิน 10 ปี ลองขายประมูลออกไป หลังได้หักค่าบริหารจัดการลงทุนแล้ว 25% ก็ยังได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นมากกว่า 300% อยู่หลายเท่า

การลงทุนภาพในระบบมีคนเก็งกำไร มีการปั่นราคาเหมือนหุ้นเช่นกัน  ฉะนั้นต้องไม่ให้ตัวเองไปอยู่ในกระบวนการนั้น โดยการลงทุนทุกสินทรัพย์ก็มีทั้งผิดและถุูก ดังนั้นต้องมีการศึกษาข้อมูลมาอย่างดี อ่านหนังสือมากๆ ค้นคว้าให้เยอะ ฝึกปรือด้วยการดูภาพตามพิพิธภัณฑ์โชว์ต่างๆ จนต้องรู้ว่าควรจะซื้อภาพของศิลปินคนไหน ควรซื้อภาพไหนของศิลปินท่านนั้น รวมถึงรู้ว่าปัจจุบันศิลปินคนไหนกำลังเป็นที่ต้องการ เพราะภาพศิลปะราคาประมูลจะขึ้นอยู่กับความต้องการซื้อและความต้องการขายมาก กุญแจของการลงทุนศิลปะ คือ ควรเริ่มต้นจากความชอบ และต้องทำการบ้านหรืองานหนักก่อนที่จะเริ่มเลือกผลงานสักชิ้นออกมา

ขณะเดียวกัน มองว่าการลงทุนศิลปะไม่ได้ต่างจากลงทุนหุ้น เพราะก่อนซื้อก็ต้องอ่านหนังสือเยอะ ศึกษาหุ้นดีๆ เลือกปัจจัยพื้นฐาน และก็ต้องมีการเลือกผิดเลือกถูกเหมือนกับหุ้น เพียงแต่ระหว่างที่ราคาไม่ดี ศิลปะไม่ได้เงินปันผลมาให้ หุ้นอาจจะมีการขายตัดขาดทุนไป แต่ศิลปะอยากให้มองว่าถ้าเลือกภาพจากความชอบ ความพอใจในราคานั้นมาแล้ว บางภาพซื้อมาแล้วราคาก็ตกลง แต่ไม่ได้คิดว่าต้องขายออกไป เพราะทุกภาพที่ซื้อมาจากพื้นฐานของความชอบก่อนเป็นลำดับแรก แต่การเข้าซื้อควรเป็นการดูจากราคาหรือมูลค่าที่เหมาะสมปัจจุบัน อย่าไปซื้อโดยหวังผลตอบแทนที่จะได้ในอนาคตเป็นตัวแปร

อีกทั้งการลงทุนศิลปะเป็นเพียงแค่การลงทุนทางเลือกเท่านั้น เนื่องจากเป็นเฉพาะกลุ่ม สภาพคล่องน้อย เพราะระหว่างที่รอให้ผลงานขายประมูลอย่างน้อยต้องใช้เวลา 2 เดือน หรือกว่าจะให้ได้ภาพแต่ละชิ้นมาก็ต้องใช้เวลาคัดเลือก แต่ในข้อดีคือสามารถบริหารความเสี่ยงได้ ทั้งยามที่เศรษฐกิจอยู่ทั้งในช่วงขาขึ้นและขาลงได้ เพราะอย่างช่วงเศรษฐกิจโลกลง ศิลปะก็เป็นทางออกได้ เพราะถึงอย่างไรก็ยังมีการประมูลกันอยู่ ซึ่งต่างจากสินทรัพย์ประเภทอื่นที่พอเศรษฐกิจลง หุ้น พันธบัตร อสังหาริมทรัพย์ หรือทองต่างก็ปรับตัวลงกันต่อเนื่อง โดยภาพทั่วไปของศิลปินที่มีชื่ออาจไม่เป็นที่ต้องการ แต่ภาพที่เป็นผลงานที่ดีมีศิลปะสวยงามมาก หรือเรียกว่างานท็อปของศิลปินก็ยังสามารถประมูลซื้อตามความต้องการของผู้สะสมได้อยู่ และถือว่ายังมีราคาที่แพงขึ้นด้วย

“ดิสพล” ทิ้งท้ายว่า งานศิลปะทุกคนสามารถลงทุนได้ ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากจำนวนที่มูลค่ามากก่อนเป็นหลัก อย่างเขาก็เริ่มต้นด้วยหลักหลายหมื่นบาท และพอเก็บไว้หลายปีจากความชอบในผลงาน มูลค่าก็เพิ่มพูนขึ้น สำหรับคนทั่วไปภาพศิลปะถือเป็นการลงทุนทางเลือกเพื่อช่วยบริหารความเสี่ยงจากสินทรัพย์อื่นๆ ได้ และควรมีอยู่ในพอร์ตประมาณ 5% แต่สำหรับเขาภาพศิลปะคิดเป็น 25% ของพอร์ตโดยรวม นอกนั้นเป็นสินทรัพย์อื่น อย่างหุ้น กองทุน อสังหาริมทรัพย์

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่