
กองทุนโรงไฟฟ้า ปันผลดีกว่าดอกเบี้ย!
สำหรับคนที่มีรายได้จากดอกเบี้ยเงินฝาก หรือตราสารหนี้ คงพอจะโล่งใจไปได้อีกพักใหญ่ หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% เท่าเดิม เพราะไม่อย่างนั้นดอกเบี้ยที่ว่าต่ำอยู่แล้วมีหวังจะต่ำลงไปอีกแน่ๆ
สำหรับคนที่มีรายได้จากดอกเบี้ยเงินฝาก หรือตราสารหนี้ คงพอจะโล่งใจไปได้อีกพักใหญ่ หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% เท่าเดิม เพราะไม่อย่างนั้นดอกเบี้ยที่ว่าต่ำอยู่แล้วมีหวังจะต่ำลงไปอีกแน่ๆ
แม้ว่าครั้งนี้ กนง.จะไม่ได้ลดดอกเบี้ย แต่ใครจะไปรู้ว่า ในการประชุมครั้งหน้าจะเกิดอะไรขึ้น และที่แน่ๆ คือ ดอกเบี้ยในประเทศไทย รวมทั้งประเทศอื่นๆ ทั่วโลก คงจะยังอยู่ในภาวะดอกเบี้ยต่ำไปอีกนาน (ในบางประเทศถึงขั้นดอกเบี้ยติดลบก็มี)
เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2558 ดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 24 เดือน เฉลี่ยอยู่ที่ 1.3-2.65% ต่อปี ขณะที่เมื่อเดือน พ.ค. 2558 ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี อยู่ที่ 2.81% ต่อปี แต่ถ้าเป็นพันธบัตรรัฐวิสาหกิจจะบวกดอกเบี้ยให้อีก 0.3-0.31% พันธบัตรรัฐบาลอายุ 20 ปี ดอกเบี้ย 3.58% ต่อปี รัฐวิสาหกิจบวกไปอีก 0.37-0.44%
เพราะฉะนั้น คนที่ “กินดอกเบี้ย” คงต้องมองหาการลงทุนรูปแบบใหม่ๆ ที่ให้ผลตอบแทนเป็นรายได้ประจำไม่ต่างจากดอกเบี้ย
ถือว่าโชคดีที่การลงทุนในปัจจุบันมีทางเลือกให้นักลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ที่ให้ผลตอบแทนในรูปแบบเงินปันผลเป็นประจำ ซึ่งสามารถเลือกซื้อได้ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
นอกจากนี้ ในเดือน มิ.ย.นี้ ยังมีอีก 2 กองทุนเปิดขายครั้งแรกในช่วงเวลาใกล้ๆ กัน ได้แก่ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าอมตะซัมมิทโกรท (AMATAR) ที่อยู่ระหว่างเปิดขายจนถึงวันที่ 12 มิ.ย.
AMATAR มีนโยบายลงทุนโรงงานให้เช่า 88 อาคารในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จ.ชลบุรี 85 โรงงาน และนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จ.ระยอง 3 โรงงาน พื้นที่เช่ารวม 1.6 แสนตารางเมตร มูลค่าไม่เกิน 4,750 ล้านบาท โดยมีกรรมสิทธิ์ 1,611 ล้านบาท และสิทธิการเช่า 3,139 ล้านบาท พร้อมกันนี้จะกู้เงินไม่เกิน 1,200 ล้านบาท หรือ 25% ของมูลค่าทรัพย์สินรวม
จากการลงทุนบวกกับการกู้เงินส่วนหนึ่ง ทำให้นักลงทุนจะได้ผลตอบแทนปีแรกอยู่ที่ 8.7% โดยในจำนวนนี้จะเป็นการลดทุนประมาณ 0.67% และหลังจากนั้นคาดว่าผลตอบแทนจะเติบโตขึ้นตามอัตราค่าเช่าที่จะเพิ่มขึ้น (ต่อสัญญาทุกๆ 3 ปี) ตามอัตราเงินเฟ้อปีละ 3%
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ามีโอกาสที่ผู้เช่าโรงงานจะต่ออายุการเช่าต่อเนื่อง มีความเป็นไปได้ที่กองทรัสต์จะลงทุนอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ เพิ่ม แต่นักลงทุนจำนวนหนึ่งยังอดเป็นห่วงไม่ได้ว่า “รายได้” ของ AMATAR อาจจะวูบวาบไปตามภาวะเศรษฐกิจ
เพราะฉะนั้น จึงอาจจะมองหาการลงทุนที่ทำให้ “มั่นใจ” ได้มากขึ้นอีกนิดว่า จะมีรายได้สม่ำเสมอ และมากกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก
ถ้าเป็นนักลงทุนที่กำลังมองหาการลงทุนแบบนี้ คงต้องกำเงินเอาไว้รอ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ชุดที่ 1 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGATIF) ที่จะเปิดขายครั้งแรกวันที่ 22-26 มิ.ย.นี้ (หรือจะรอไปซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ตั้งแต่วันที่ 13 ก.ค. ก็ได้)
กองทุน EGATIF จะลงทุนในสิทธิรายได้ค่าความพร้อมจ่ายของโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ชุดที่ 1 ระยะเวลา 20 ปี มูลค่ากองทุนประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายของกองทุนใน 12 เดือนแรก อยู่ที่ 1,745 ล้านบาท และมีความพยายามที่จะรักษาระดับรายได้นี้ไว้ตลอดอายุกองทุน
อรรถพงศ์ พรธิติ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายวาณิชธนกิจกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “ในปีแรกคาดว่าจะจ่ายเงินคืนให้ผู้ถือหน่วยประมาณ 8.5% ขึ้นอยู่กับขนาดกองทุน”
“หากประมาณการแบบระมัดระวังกองทุนจะให้ผลตอบแทนปีละประมาณ 3% และคืนทุนประมาณ 5% ตลอดอายุกองทุน แต่ในทางปฏิบัติ ผู้สอบบัญชีประเมินว่า ในปีแรกกองทุนจะให้ผลตอบแทนประมาณ 5% และคืนทุนประมาณ 3% โดยผลตอบแทนจะค่อยๆ ลดลงในปีถัดๆ ไป และเงินคืนทุนจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น” อรรถพงศ์ อธิบาย
สุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า “ผลตอบแทนของ EGATIF จะสูงกว่าดอกเบี้ยตราสารหนี้นิดหน่อย”
แต่ที่ลืมไม่ได้เลย คือ เงินปันผลที่นักลงทุนได้รับจากกองทุนรวมโครงสร้างจะได้รับยกเว้นภาษีนานถึง 10 ปี นับจากจัดตั้งกองทุน ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบเมื่อเทียบกับการลงทุนประเภทอื่น







