posttoday
ส.อ.ท.คาดเศรษฐกิจครึ่งปีหลังขยายจีดีพีพุ่ง4.5-5%

ส.อ.ท.คาดเศรษฐกิจครึ่งปีหลังขยายจีดีพีพุ่ง4.5-5%

02 กรกฎาคม 2553

ส.อ.ท. ประเมินจีดีพีขยายตัวทั้งปี 4.5-5% คาดเศรษฐกิจครึ่งปีหลังขยายตัว ผลกระทบจากการเมืองมีไม่มาก แต่ต้องจับตา 7 ปัจจัยเสี่ยงที่จะมีผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทย

ส.อ.ท. ประเมินจีดีพีขยายตัวทั้งปี 4.5-5% คาดเศรษฐกิจครึ่งปีหลังขยายตัว ผลกระทบจากการเมืองมีไม่มาก แต่ต้องจับตา 7 ปัจจัยเสี่ยงที่จะมีผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทย

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยภายหลังการเสวนาระดมความคิดเห็นเรื่อง “ทิศทางสถานการณ์เศรษฐกิจครึ่งปีหลังและความคืบหน้ากรณีปัญหามาบตาพุด” ว่า เศรษฐกิจในครึ่งปีหลังจะมีการฟื้นตัวได้ และวิกฤตการเมืองภายในประเทศที่ผ่านมามีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยไม่มาก นอกจากภาคการท่องเที่ยวซึ่งได้รับผลกระทบค่อนข้างรุนแรง ซึ่งคาดว่าต้องใช้เวลา 5-6 เดือน หรือประมาณปลายไตรมาส4 การท่องเที่ยวจึงจะฟื้นตัวได้ตามปกติ โดยคาดว่าจะทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ทั้งปีจะอยู่ตัวอยู่ที่ 4.5-4%

อย่างไรก็ตาม จะยังต้องติดตามเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่อาจฟื้นตัวไม่แน่นอน โดยภาคเอกชนประเมินว่าปัจจัยเสี่ยงในครึ่งปีหลังของเศรษฐกิจไทยจะมีอยู่ 7 ข้อด้วยกัน ได้แก่ 1. เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า เนื่องจากคาดว่าปีนี้เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าจะขยายตัวได้ในระดับ 3.1% ลดลงจากเดิมที่ตั้งไว้ที่ 4.1% จึงต้องมีการติดตามผลกระทบวิกฤตทางการเงินที่สำคัญ เช่น วิกฤตทางการเงินของกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู)  ว่ากลุ่มอียูจะสามารถแก้ปัญหาหนี้สาธารณะและทำให้เงินยูโรและเศรษฐกิจของยุโรปกลับมามีเสถียรภาพได้หรือไม่ รวมถึงปัญหาการว่างงานของสหรัฐอเมริกา และปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนว่าจะส่งผลกระทบต่อการซื้อสินค้ามากน้อยเพียงใด

2. การผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ที่ประเมินว่าในไตรมาส 3 เงินบาทจะมีความผันผวน เพราะได้รับผลกระทบจากการอ่อนค่าของเงินยูโร ขณะที่อัตราเงินหยวนมีการแข็งค่าในอัตรา 1% ซึ่งการที่เงินหยวนมีความยืดหยุ่นเพิ่มมากขึ้น จะก่อให้เกิดแรงกดดันของเงินสกุลเอเชียให้ปรับตัวแข็งค่าขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะเงินบาทของไทยที่อาจแข็งค่าขึ้นในช่วงปลายไตรมาส 3 ไปถึง 31.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

3. ปัญหาการเมืองในประเทศ เป็นตัวแปรสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว ซึ่งไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะนิ่งได้นานเพียงใด จึงเป็นความกังวลของภาคเอกชนอย่างมาก 4.ความรุนแรงของปัญหาภัยแล้ง เพราะปัจจัยนี้จะส่งผลกระทบต่อการบริโภคภายในและรายได้ของเกษตรกร ที่เป็นกำลังซื้อหลักของประเทศ หากปีนี้ปัญหาฝนทิ้งช่วงจะทำให้การทำนาปีและผลผลิตทางการเกษตรได้รับผลกระทบ แต่ยังดีที่ราคาพืชเศรษฐกิจ เช่น มันสำปะหลัง แป้งมัน น้ำตาล ยังมีราคาสูงอยู่  

4. อัตราดอกเบี้ย เอกชนมีความเป็นห่วงว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25-0.5% ในช่วงปลายไตรมาส 3 หรือต้นไตรมาส 4 เป็น 1.5-1.75% ซึ่งจะเป็นการชี้นำให้ธนาคารพาณิชย์ปรับขึ้นตามไปด้วย ทำให้ต้นทุนของภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น จึงต้องการให้ธปท.ตรึงอัตราดอกเบี้ยออกไปก่อน

5.นโยบายกระต้นเศรษฐกิจของรัฐบาล การที่รัฐบาลประกาศขยายมาตรการลดค่าครองชีพออกไปอีก 6 เดือน จะทำให้รัฐบาลมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น เช่น ค่าไฟฟ้าฟรีจ่ายเพิ่มขึ้นปีละ 1.49 หมื่นล้านบาท ค่ารถเมล์ฟรี 2,518 ล้านบาท ค่าอุดหนุนก๊าซแอลพีจี ปีละ 2.64 หมื่นล้านบาท ค่าอุดหนุนแก๊สเอ็นจีวีปีละ 4,800 ล้านบาท ซึ่งในระยะยาวจะทำให้รัฐบาลมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเกินกว่ารายได้จากภาษีที่รับเข้ามาในแต่ละปี การใช้มาตรการจึงควรใช้เฉพาะที่ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริงเท่านั้น

6. การส่งออก จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทย หากทั้งปีการส่งออกขยายตัวได้ 22-25% จะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างชัดเจน แต่หากไม่สามารถขยายตัวได้ตามเป้า จะส่งผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้

สำหรับ สิ่งที่อยากฝากไว้ช่วยติดตาม คือการสรรหาผู้ว่าการธปท.คนใหม่ ควรจะปลอดจากการเมือง เพราะเท่าที่หารือภาคเอกชนรู้สึกเป็นห่วงกับการสรรหาในครั้งนี้ เนื่องจากขณะนี้รัฐบาลใช้จ่ายเงินแบบประชานิยมสูงมาก และคาดว่าจะมีการกู้เงินจากต่างประเทศมากขึ้น ดังนั้นผู้ว่าธปท.คนใหม่ต้องเป็นอิสระจากการเมือง เป็นผู้ที่รู้งานของธปท.อย่างแท้จริง และเป็นผู้ที่มีความสามารถในการรับมือการปฏิบัติเงินตราต่างประเทศเป็นอย่างดี

 

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน