posttoday
หมดทรัพย์

หมดทรัพย์

10 มิถุนายน 2558

โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์

โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์

ตอนนี้เมียนมามาแรงในสายตาต่างชาติจริงๆ ครับ

หลังจากปีงบประมาณ 2557-2558 (เม.ย. 2557-มี.ค. 2558) เมียนมาโกยมูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ไป 8,000 กว่าล้านเหรียญสหรัฐ จากเป้าที่ตั้งไว้เพียง 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ปีนี้ก็ทำท่าจะ “เอาอีกแล้ว”

ล่าสุด สำนักงานบริหารจัดการบริษัทและทะเบียนบริษัท (DICA) ของเมียนมา เปิดเผยข้อมูลเอฟดีไอในเดือน เม.ย. 2558 ซึ่งเป็นเดือนแรกของปีงบประมาณ 2558-2559 ผลคือ เมียนมาโกยเอฟดีไอมาเรียบร้อยแล้วกว่า 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากเป้าหมายทั้งปี 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

กล่าวคือ เดือนเดียวได้มาแล้ว 1 ใน 3 ของเป้า

เว็บไซต์ข่าวอิรวดีของเมียนมา รายงานด้วยครับว่า ปีที่ผ่านมามีโรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอเข้ามาเปิดในกรุงย่างกุ้งเฉลี่ยมากกว่า 1 แห่ง/สัปดาห์ หมายความว่า ต่างชาติเห็นโอกาสเรื่องค่าแรงถูก จึงเข้ามารุมใช้เมียนมาเป็นฐานการผลิตสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม

อย่างไรก็ตาม โรงงานสิ่งทอไม่ใช่เอฟดีไอที่เมียนมาได้มามากที่สุดครับ เอฟดีไอที่ได้มาในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา มาจากสิงคโปร์ 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐ เนเธอร์แลนด์ 430 ล้านเหรียญสหรัฐ และอินเดีย 207 ล้านเหรียญสหรัฐ และประเทศ อื่นๆ อีกเล็กน้อย โดยส่วนใหญ่ลงทุนในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ ที่เหลือจึงค่อยเป็นภาคการผลิตและภาคการท่องเที่ยวและโรงแรม

ว่ากันตามเนื้อผ้า ก่อนหน้านี้อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลังงานก็ถือเป็นอุตสาหกรรมหลักอุตสาหกรรมหนึ่งที่ชาวต่างชาติแห่กันเข้ามาลงทุนในเมียนมา เพราะหลายประเทศต่างทราบดีว่า เมียนมายังมีทรัพยากรค่อนข้างสมบูรณ์ ต่างจากหลายประเทศในภูมิภาคนี้ และหลายประเทศทั่วโลก

เราจึงอาจกล่าวได้ว่า เอฟดีไอที่พุ่งปรี๊ดขณะนี้ เป็นปรากฏการณ์แข่งกัน “ชิงทรัพย์” ในเมียนมา

เรื่องน่าดีใจแทนชาวเมียนมา คือ ดูเหมือนจะมีชาวเมียนมาที่ตระหนักถึงปรากฏการณ์นี้เช่นเดียวกัน ปีวาทุน ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท ปารามี เอนเนอร์จี ของเมียนมา ระบุว่า การลงทุนในเมียนมาจะหายไปแน่ เมื่อทรัพยากร “หมดไป”

ข้อแนะนำในการแก้ปัญหาคือ เมียนมาควรเร่งส่งเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมในท้องถิ่น เพราะเมื่อทรัพยากรในเมียนมาถูกใช้จนหมดไป ชาวเมียนมาจะได้ยืนได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง และแข่งขันกับประเทศอื่นได้

สำหรับผมแล้ว ผมประเมินว่าทุกประเทศในอาเซียนควรทำแบบเดียวกันนั้นครับ คือไม่ใช่แค่ปล่อยคนเข้ามาใช้ทรัพยากร แต่ต้องรู้จักพัฒนาอุตสาหกรรมของตัวเองด้วย

ให้ดีกว่านั้น เก็บทรัพยากรไว้ใช้อย่างยั่งยืนยิ่งดีครับ

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่