posttoday
ความคาดหวังของสังคม เศรษฐกิจ และทางการกับภาคสถาบันการเงินในยามนี้

ความคาดหวังของสังคม เศรษฐกิจ และทางการกับภาคสถาบันการเงินในยามนี้

25 พฤษภาคม 2558

ทุกครั้งที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะชะลอตัวลงหรือมีแนวโน้มเติบโตช้า เรามักอยากเห็น

ทุกครั้งที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะชะลอตัวลงหรือมีแนวโน้มเติบโตช้า เรามักอยากเห็น

1.การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนระยะสั้นของทางการผ่านนโยบายการคลัง

2.การลดลงของอัตราดอกเบี้ยนโยบายและการลดลงของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารและสถาบันการเงินลง

3.ความร่วมมือร่วมใจของภาคธุรกิจผู้ประกอบการที่ไม่ฉกฉวยโอกาสในการขายของ หรือการซ้ำเติมลูกค้า

ประเด็นที่พูดกันเวลานี้คือการปรับอัตราดอกเบี้ย (เงินกู้) เพื่อเป็นการตอบสนองแผนกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้สอดคล้องกับแผนนโยบายทางการเงินของรัฐบาล หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืนพันธบัตรระยะ 1 วัน (RP 1 วัน) จากอัตราดอกเบี้ย 1.75% ลดลงเหลือ 1.5% “ด้วยเศรษฐกิจไทยยังคงชะลอตัวอยู่ หลายฝ่ายต่างก็ไม่ได้นิ่งดูดายรัฐบาลก็พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ แต่แผนของรัฐบาลนั้นต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรแบงก์ชาติก็มีแผนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการเงินและได้ส่งสัญญาณมายังธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ผ่านนโยบายการเงิน แต่สถาบันการเงินกลับนิ่งจนแบงก์ชาติต้องมาทวงถาม ซึ่งไม่อยากให้เป็นภาพแบบนี้ทุกคนควรร่วมมือกันในการช่วยผลักดันเศรษฐกิจ”คำกล่าวของคุณบัณฑูร ล่ำซำ นายธนาคารที่ถือได้ว่าเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมการเงินไทยที่เผยแพร่ออกมาในการแถลงข่าวด่วนเมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2558 พร้อมกับการที่ธนาคารกสิกรไทยประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง เพื่อให้สอดคล้องกับการลดดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. โดยลดดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับลูกค้ารายใหญ่ (MLR) ลูกค้าเบิกเกินบัญชี (MOR) ลง 0.13% MLR จาก 6.63% เหลือ 6.5% MOR จาก 7.5% เหลือ 7.37% อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อย (MRR) 0.25% จาก 8.12% เหลือ 7.87% มีผลวันที่ 21 พ.ค.นี้

เรื่องทั้งปวงก็คือการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องใช้ทั้งมาตรการการคลัง ซึ่งก็ทำมาระดับหนึ่งแล้ว ทั้งเรื่องการเร่งรัดลงทุน การเบิกจ่าย อีกส่วนก็คือมาตรการทางการเงินเครื่องมือก็คือดอกเบี้ย ซึ่งก็ต้องทำเช่นกัน โดยได้มีการปรับลดดอกเบี้ยลงมาเหลือ 1.5% แต่จะให้ได้ผลธนาคารพาณิชย์ต้องปรับตามด้วย มันจึงไม่เหมาะไม่ควรที่ต้องให้ผู้ว่าการ ธปท. มายืนทวงว่าทำไมแบงก์ชาติลดดอกเบี้ยแล้ว ธนาคารพาณิชย์ยังทำเป็นตายด้าน อยู่เฉย หูทวนลมอยู่อย่างนี้ เพราะในช่วงระยะเวลาที่ลำบากเราทุกฝ่ายก็ต้องร่วมด้วยช่วยกัน หาจุดที่ยืนร่วมกันให้ได้ เพื่อประคองให้เศรษฐกิจประเทศเดินไปได้ ไม่ยืนอยู่คนละฝั่งคลองอย่างนี้ คำกล่าวที่ผมขอยกมานำเสนอที่ชัดเจนคือการสะท้อนความรับผิดชอบต่อการเป็นสถาบันในสังคมคือคำกล่าวที่ระบุว่า

“แน่นอนว่าเวลาที่ลดดอกเบี้ยเรา (ท่านคงหมายถึงธนาคาร) ก็ต้องเสียรายได้ไป แต่ในสภาวะที่ทุกฝ่ายควรที่จะต้องร่วมมือกันช่วยกันก็ต้องยอมเสียอะไรบ้างเพื่อให้ส่วนรวมเดินหน้าไปได้ ซึ่งเชื่อว่าผู้ว่าการ ธปท.เองก็ดำเนินนโยบายมาอย่างสุขุมและรอบคอบแล้วที่จะหาจุดสมดุลของทั้งดอกเบี้ยและค่าเงินบาท แต่จะเพียงพอหรือยัง คงต้องรอดูผลก่อนเพราะดอกเบี้ยก็เป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้น”

ท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประธานที่ปรึกษาเครดิตบูโรให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า แบงก์ชาติควรเปิดตลาดการทำธุรกิจการเงินของสถาบันการเงินและกระตุ้นให้มีการแข่งขันเพิ่มขึ้น

สำหรับปัญหาลูกหนี้ด้อยคุณภาพมากขึ้นนั้น หรือถึงแม้ลูกหนี้บางรายจะยังไม่ขาดส่ง แต่ก็เริ่มเห็นอาการบางอย่าง เช่น ตัวเลขจำนวนครั้ง (enquiry) ที่แบงก์และสถาบันการเงินทั้งระบบซึ่งสอบถามข้อมูล (ของลูกค้าที่ตนได้ปล่อยกู้ไปแล้วในอดีต) มาที่เครดิตบูโร แม้ว่าลูกหนี้รายนั้นๆ ยังไม่ขาดส่ง แต่อาจเป็นรายที่แบงก์มีข้อสงสัยมีจำนวนพุ่งขึ้นสูงอย่างเป็นประวัติการณ์ ดังนั้น

1.ถึงจะลดดอกเบี้ยแบงก์ก็จะยังไม่มีการให้สินเชื่อโครงการใหม่มากนักเพราะยังเกร็งกับลูกหนี้เดิมอยู่

2.อย่างไรก็ดี การลดดอกเบี้ยถึงแม้จะสายไปหน่อยแต่ก็ทำให้เงินบาทเริ่มอ่อน เศรษฐกิจจะเริ่มโงหัวขึ้นในระยะต่อไป

3.แบงก์มองเห็นลูกหนี้ผิดนัด ขาดส่งเงินกู้มีแนวโน้มจะสูงขึ้นและแน่นอนเพื่อการรักษากำไรจากดอกเบี้ยเอาไว้เพื่อชดเชยสำรองหนี้สูญในอนาคตก็เป็นสิ่งที่ต้องทำ

4.ท่านมีความคิดเห็นว่าแบงก์ยังคงกำไรมากเกินไปด้วยซ้ำในเวลานี้

เอาล่ะครับ ถึงมาช้าหน่อยแต่ก็ยังมา...คงไม่ว่ากัน...เพราะจะชั่วดีถี่ห่างอย่างไร...เราคือคนไทยด้วยกันทั้งสิ้น

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน