posttoday
กมธ.พลังงานหนุนปรับราคาเชื้อเพลิงให้สะท้อนความจริง

กมธ.พลังงานหนุนปรับราคาเชื้อเพลิงให้สะท้อนความจริง

11 พฤษภาคม 2558

กมธ.พลังงานฯสปช.เห็นควรให้รัฐบาลปรับราคาเชื้อเพลิงให้สะท้อนความเป็นจริง พร้อมลดการผูกขาด

กมธ.พลังงานฯสปช.เห็นควรให้รัฐบาลปรับราคาเชื้อเพลิงให้สะท้อนความเป็นจริง พร้อมลดการผูกขาด

เมื่อวันที่ 11 พ.ค. การประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มีน.ส.ทัศนา บุญทอง รองประธานสปช. คนที่2 ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม โดยได้มีการพิจารณารับทราบรายงานการพิจารณาของกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปพลังงาน โดยนายทองฉัตร หงส์ลดารมย์ ประธานกมธ.ปฏิรูปพลังงาน สปช. ชี้แจงหลักการว่า จากการใช้ก๊าซเพื่อผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้ในประเทศคิดเป็น 70% ทำให้มีไม่พอใช้

ทั้งนี้ ปริมาณการผลิตและพลังงานสำรองในอ่าวไทยลดลง แต่ความต้องการในการใช้เพิ่มขึ้นมากขึ้น ทำให้จำเป็นต้องนำเข้าก๊าซ LNG เข้าเสริมการผลิต แต่ด้วยราคาก๊าชดังกล่าวมีราคาแพงเกินเท่าตัว ทำให้ราคาไฟฟ้าแพงขึ้น50% ดังนั้น เพื่อความเหมาะสม สมควรการใช้ถ่านหินและพลังงานนิวเคลียร์ จึงมีความหมาะสมกว่า

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลที่ผ่านมาใช้นโยบายประชานิยม เพื่ออุ้มราคา จนทำให้ราคาพลังงานบิดเบือนไม่สะท้อนข้อมูลแท้จริง จนประชาชน ผู้บริโภค ถูกจำกัดบทบาท ขณะที่ ผู้ประกอบการขาดอิสระในการดำเนินการ เป็นเหตุให้กระทบต่อต้นทุน ดังนั้น การใช้นโยบายประชานิยม ไม่ก่อเกิดการประหยัดและทั้งระบบไม่สอดคล้อง กระทบต่อพลังงานโดยรวม

นายทองฉัตร กล่าวต่อว่า กมธ.พลังงาน ได้ออกแบบพลังงานที่สอดคล้องบนพื้นฐานเป็นธรรม มีประสิทธิภาพ มั่นคง ไม่ขาดแคลน มีสำรองพอเพียงใช้แข็งขัน ด้วยการเพิ่มบทบาทประชาชนในการ ใช้ ผลิต และจำนหน่าย เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย ติดตาม ตรวจสอบ รวมถึงกำกับ

ขณะที่ นายมนูญ ศิริวรรณ ประธานอนุกมธ.ปฏิรูปทรัพยากรปิโตรเลียมและราคาพลังงาน ชี้แจงว่า กรอบหลักการปฏิรูประบบพลังงาน ซึ่งเป็นกรอบยังไม่เสร็จ เป็นเพียงข้อคิดและหลักการเท่านั้น โดยเป้าหมาย คือ สร้างความเป็นธรรมต่อผู้ใช้พลังงานทุกกลุ่ม

นอกจากนี้ ลดการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงเพื่อสะท้อนต้นทุนแท้จริง อีกทั้ง การอุดหนุนมุ่งไปที่ผู้มีรายได้น้อย รวมถึงลดการแทรกแซงควบคุมจากภาครัฐ และขจัดการผูกขาดทั้งโดยภาครัฐและเอกชน ส่งเสริมการแข่งขันเสรี การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อสร้างความโปร่งใส ธรรมาภิบาลในการกำหนดราคา

อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงทั้งระบบตั้งแต่ ต้นน้ำ หน้าโรงกลั่น โครงสร้างภาษี ขายปลีก และจากการพิจารณาของอนุกมธ. เห็นว่าระบบบริหารจัดการปิโตรเลียมปัจจุบันนี้ ยึดการให้สัมปทาน ซึ่งเหมาะกับในอดีต แต่ปัจจุบันมีความจำเป็นต้องเพิ่มทางเลือกในการจัดการทรัพยากรปิโตรเลียม

นายมนูญ กล่าวต่อว่า เห็นด้วยต่อการใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต หรือจ้างผลิต และการแก้ไข พร.บ.ปิโตรเลีม 2546 ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ ซึ่ง ไทยขุดน้ำมันได้เพียง 16% ที่เหลือคือการนำเข้าจากต่างประเทศ ดังนั้น การค้นพบควรใช้ราคาตลาดโลกเพื่อให้ราคามีความเหมาะสม

“รัฐบาลแต่ละชุดที่เข้ามา สามารถกำหนดราคาปิโตรเลียม เพื่อให้เกิดความเหมาะสม เพื่อนำรายได้เข้าสู่งบประมาณแผ่นดิน หรืออุดหนุนพลังงานให้ถูกลง ซึ่งไม่เกี่ยวกับระบบบริหารจัดการปิโตรเลียม ดังนั้น ไม่ควรใช้สูตรนำเข้าเพื่ออ้างอิงราคา”นายมนูญ กล่าว

น.ส.รสนา โตสิตระกูล โฆษกอนุกมธ.ปฏิรูปปิโตรเลียมฯ กล่าวว่า มูลค่าปิโตรเลียมภายในประเทศมีมูลค่ามากกว่า 5 แสนล้านบาทต่อปี หากมีกระบวนที่ออกกฎหมายให้ใช้ระบบอื่นนอกเหนือจากสัมปทาน ก็จะทำให้ประเทศชาติได้ประโยชน์มากขึ้น หากมุ่งหากำไรตั้งแต่ต้นทาง จะทำให้ราคาสินค้าต่างๆลดลงไม่ได้  เพราะราคาพลังงานเป็นเรื่องสำคัญ

ทั้งนี้ กมธ.เห็นว่าควรลดการผูกขาดและส่งเสริมการค้าอย่างเสรีมากขึ้น เพราะในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ต้องยอมรับว่าสภาพการผูกขาดยังคงมี เช่น ผูกขาดโรงกลั่นน้ำมัน โดยปตท.ผูกขาดโรงกลั่ง จำนวน 5 โรง จากทั้งหมด 6 โรง แม้ปตท.จะขายบางจากไปแล้วแต่การผูกขาดยังมีอยู่ เพราะโรงกลั่นอีก 4 โรง ปตท.ยังผูกขาดและเป็นโรงกลั่นที่ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในประเทศ

“การขึ้นราคาก๊าซแอลพีจี 7 บาทต่อลิตรประชาชนต้องแบกรับภาระมากเกินไป และคิดว่าการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานยังผิดฝาผิดตัวอยู่ค่อนข้างมาก”น.ส.รสนา กล่าว

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่