
แบงก์หืดจับประคองกำไร ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ
ในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว กำไรของธนาคารพาณิชย์จะลดลงตามวัฏจักรของธุรกิจ อันเป็นผลมาจากค่าใช้จ่ายต่างๆ เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายที่จะต้องตั้งเป็นเงินสำรองหนี้จัดชั้นและหนี้สงสัยจะสูญ (เอ็นพีแอล) ที่จะเพิ่มขึ้นจากการที่ลูกค้าไม่สามารถทำมาค้าขาย มีกำไรมาจ่ายหนี้และดอกเบี้ยให้กับเจ้าหนี้ได้
ในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว กำไรของธนาคารพาณิชย์จะลดลงตามวัฏจักรของธุรกิจ อันเป็นผลมาจากค่าใช้จ่ายต่างๆ เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายที่จะต้องตั้งเป็นเงินสำรองหนี้จัดชั้นและหนี้สงสัยจะสูญ (เอ็นพีแอล) ที่จะเพิ่มขึ้นจากการที่ลูกค้าไม่สามารถทำมาค้าขาย มีกำไรมาจ่ายหนี้และดอกเบี้ยให้กับเจ้าหนี้ได้
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานล่าสุดว่า ไตรมาสแรกปีนี้สถาบันการเงินทั้งระบบประกอบด้วย ธนาคารพาณิชย์ สาขาธนาคารต่างประเทศ บริษัทเงินทุน กิจการวิเทศธนกิจ บริษัท เครดิตฟองซิเอร์ (บค.) มียอดเอ็นพีแอลที่ยังไม่หักกันสำรอง 2.99 แสนล้านบาท คิดเป็น 2.29% ของสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า 2.1 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 7.56% ขณะที่เอ็นพีแอลที่มีการกันสำรองแล้ว มีจำนวน 1.49 แสนล้านบาท คิดเป็น 1.15% ของสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า 1.1 หมื่นล้านบาท หรือ 8.01%
หนี้จัดชั้นที่ธนาคารจะต้องตั้งสำรองเพิ่มเติมจะมีการตั้งเพิ่มทุกชั้น แม้กระทั่งหนี้ในชั้นปกติ ก็พร้อมจะตกชั้นเป็นหนี้ที่ต้องจับตาดูเป็นพิเศษได้ตลอดเวลา ซึ่งการสำรองหนี้เพิ่มมีผลดีคือทำให้ธนาคารมีฐานะแข็งแกร่งแต่จะทำให้อัตราการทำกำไรลดลง
ขณะนี้ธนาคารพาณิชย์ดำเนินการสำรองหนี้และเงินกองทุนให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์บาเซิล 3 ที่จะเปลี่ยนแปลงนิยามสินเชื่อบางประการ ซึ่งขณะนี้ทุกธนาคารสำรองหนี้เกินกว่า 100% ตามเกณฑ์ที่ ธปท.กำหนดไปมาก รวมทั้งมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) สูงเกินมาตรฐานทั้งหมด ซึ่ง ธปท.เองไม่ห่วงในเรื่องนี้
อย่างไรก็ดี ธนาคารพาณิชย์ห่วงตัวเองในเรื่องของการหารายได้มากกว่า เพราะภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน ลูกค้าต้องการเงินกู้เพื่อไปเป็นเงินทุนหมุนเวียนในธุรกิจ แต่สำหรับธนาคารแล้วการปล่อยกู้จำเป็นต้องดูความเสี่ยงให้รอบคอบ
ดังนั้น จึงชัดเจนว่าธนาคารจะเลือกให้กู้เฉพาะลูกค้าดี ส่วนลูกค้าที่มีความเสี่ยงสูงก็จะไม่อนุมัติเงินกู้ให้ ทำให้ทุกธนาคารปรับเป้าหมายการขยายตัวของสินเชื่อลงเฉลี่ยทั้งระบบคาดว่าสินเชื่อปีนี้จะขยายตัวเพียง 6-7% หรืออาจจะต่ำกว่า
เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า กำไรของธนาคารพาณิชย์จะลดลงตามภาวะเศรษฐกิจอยู่แล้ว หากสินเชื่อไม่ขยายตัว รายได้ก็ลดลง แต่มีหนี้เสียเพิ่มรายจ่ายก็เพิ่มมากขึ้น แต่ละธนาคารมีหน้าตักที่ไม่เท่ากัน ธนาคารใดตั้งสำรองหนี้และมีเงินทุนสูง กำไรอาจจะเพิ่มสูงกว่าธนาคารที่ตั้งสำรองหนี้ต่ำและจะต้องตั้งสำรองหนี้เพิ่ม
นอกจากนี้ ธนาคารจะต้องประคองความสามารถในการทำกำไรให้คงที่ ทำให้การที่ธนาคารจะตัดสินใจลดดอกเบี้ยแต่ละครั้งต้องรอบคอบ เพราะกำไรจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยจะแคบลง
อย่างไรก็ดี ครึ่งปีหลังธุรกิจธนาคารพาณิชย์ฝากไว้กับภาพรวมของเศรษฐกิจ
เชาว์ มองว่า ยังมีโอกาสที่เศรษฐกิจใน 6 เดือนหลังของ ปีนี้จะตีกลับมาดีขึ้นได้ จากการ ฟื้นตัวของสหภาพยุโรปที่ใช้นโยบาย ค่าเงินอ่อนจนเศรษฐกิจฟื้น การ ส่งออกของไทยไปจีนเริ่มติดลบ น้อยลง
การเร่งเบิกจ่ายเงินงบประมาณของรัฐบาลที่อาจจะเพิ่มมากขึ้น ได้ และมีการลงทุนโครงการ ขนาดใหญ่อย่างชัดเจน อีกทั้งราคาน้ำมันเริ่มขยับขึ้นบ้าง ทำให้มูลค่าการส่งออกน้ำมันของไทยสูงขึ้น เป็นต้น
อย่างไรก็ดี การคาดการณ์ก็มีทั้งเป็นไปได้และไม่เป็นไปตามที่คิด แต่เป็นที่ชัดเจนว่านักลงทุนเริ่มเห็นว่าหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์เริ่มหมดเสน่ห์ เพราะอัตราการทำกำไรจะไม่สูงเหมือนเดิม ทำให้ผลตอบแทนการลงทุนอาจจะสูงการลงทุนในกลุ่มธุรกิจอื่นไม่ได้
จึงไม่น่าแปลกใจที่หุ้นของธนาคารพาณิชย์จะมีราคาผันผวนเดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง ตามแต่นักลงทุนจะสนใจ แต่เหล่านายแบงก์ทั้งหลายยังยืนยันว่า ธนาคารพาณิชย์จะยังสามารถรักษาอัตราการทำกำไร ในปีนี้ไว้ได้อย่างแน่นอน







