posttoday
คู่มือการปฏิบัติตนต่อลูกน้อง

คู่มือการปฏิบัติตนต่อลูกน้อง

06 พฤษภาคม 2558

โดย...กำพล สุทธิพิเชษฐ์

โดย...กำพล สุทธิพิเชษฐ์

วันนี้ลูกน้องคุณมีความสุขหรือยัง ทุกวันนี้ไม่ใช่ว่าคนที่เป็นหัวหน้าไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรเพื่อให้พนักงานมีความสุขกับการทำงาน เพราะเป็นอะไรที่ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าควรปฏิบัติต่อผู้อื่นเหมือนกับที่คุณอยากให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อคุณ ไม่ใช่เป็นหลักการที่ซับซ้อนอะไรเลย แต่ปัญหาคือเรามักจะหลงลืมที่จะทำมันต่างหาก เราละเลยสิ่งนี้เพราะไขว้เขวไปกับเรื่องอื่นๆ หรือเราอาจปฏิเสธที่จะทำมันเพราะไม่เข้าถึงในความสำคัญของมัน

การทำให้ลูกน้องมีความสุข เป้าหมายคือการที่อยากจะให้เขาสนุกกับการทำงานแค่นั้น แต่การที่เขาจะทุ่มเทการทำงานอย่างเต็มที่ หรือเขาจะมีประสิทธิภาพในการทำงาน หรือได้แสดงศักยภาพในการทำงานนั้น ขออนุญาตให้เป็นผลพลอยได้ครับ ไม่อยากตั้งเป็นเป้าหมาย ดังนั้นถ้าเราอยากทำอย่างนั้น ก็น่าจะมีการเขียนคู่มือไว้อ้างอิงกันหน่อยว่าสิ่งต่างๆ ที่ควรทำมีอะไรบ้าง

เริ่มจากเรื่องที่ง่ายที่สุดคือ ยิ้ม เราลองยิ้มกับลูกน้องทุกคนที่เราพบครั้งแรกในแต่ละวัน ลองมองหน้าเขาตรงๆ แล้วยิ้มให้ การยิ้มเป็นการใช้ความพยายามน้อยที่สุดแล้ว น้อยกว่าการทำหน้าบึ้งอีก เคยมีคนบอกว่าการยิ้มนั้นใช้กล้ามเนื้อแค่ 13 มัด แต่การทำหน้าบึ้งใช้กล้ามเนื้อถึง 112 มัด และควรทักทายกันด้วยความเต็มใจ ถามสารทุกข์สุกดิบ สนทนาในเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ใช่เรื่องงานบ้าง ไม่ใช่ว่าเจอหน้าก็ถามแต่งาน อีกหน่อยก็คงไม่มีใครอยากเจอหน้า ถ้าเราสนใจเขาอย่างจริงใจ เขาจะรู้สึกว่าตัวเองมีค่า มีความสำคัญ ท้ายสุดเขาจะรู้สึกดีที่อยู่กับเรา

อันนี้สำคัญเหมือนกัน คือ ทำตัวสุภาพ มีมารยาท ให้เกียรติลูกน้องเสมอเมื่อต้องพูดคุยกับพวกเขา ปฏิบัติต่อพวกเขาเหมือนกับว่าพวกเขาเป็นคนที่เก่งกาจ ชาญฉลาด เพราะคนเราเก่งไม่เหมือนกัน ไม่มีใครที่ไม่เก่งเลยหรอกครับ ขนาดนาฬิกาที่ตายแล้ว มันยังบอกเวลาถูกถึงวันละสองครั้งเลยครับ พูดขอบคุณทุกๆ เรื่อง ทุกๆ ครั้งที่เขาทำสิ่งต่างๆ ให้เรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ก็ตาม เช่น ขอบคุณเมื่อพวกเขามาเข้าประชุมตรงเวลา หรือทำงานที่มอบหมายเสร็จ หรือหาข้อมูลต่างๆ มาให้ เป็นต้น

ลองปฏิบัติต่อพวกเขาเหมือนกับว่าพวกเขาเป็นอาสาสมัครมาช่วยงานเราฟรีๆ ถ้าเรารู้สึกแบบนั้น เชื่อเลยครับว่าเราจะเปลี่ยนปฏิกิริยาที่ปฏิบัติต่อพวกเขาทันที ในองค์กรที่ไม่แสวงผลกำไร พนักงานส่วนใหญ่จะเป็นอาสาสมัครมาช่วยทำงานด้วยความสมัครใจ พวกเขาจะถูกต้อนรับอย่างดี ด้วยความเคารพนับถือ เพราะทุกคนมีความสามารถซึ่งไม่จำเป็นต้องมาทำงานนี้ก็ได้ แต่มาด้วยความสมัครใจ ผู้บริหารองค์กรที่ไม่แสวงผลกำไรเหล่านั้นจะปฏิบัติต่ออาสาสมัครอย่างดี เพราะอยากให้พวกเขากลับมาช่วยงานในอนาคตอีก ดังนั้นถ้าเราคิดว่าลูกน้องเราเป็นอาสาสมัครมาช่วยงานเรา เราจะปฏิบัติต่อเขาอย่างดี เพราะอยากให้เขาทำงานให้เราอีก ไม่อยากให้เขาหนีไปทำงานที่อื่น

หรือคิดอีกแบบหนึ่งว่าลูกน้องเรานั้นเป็นลูกค้ารายใหญ่ของเรา ลองคิดดูว่าท่าทีของเราจะเปลี่ยนไปไหม เมื่อลูกค้ารายใหญ่มาหาเรา เราจะต้อนรับอย่างอบอุ่น เป็นมิตร มีเสน่ห์ เอาใจใส่ในสิ่งที่เขานำเสนอ ตั้งใจฟังในสิ่งที่เขาพูด เราจะพยายามวางตัวให้ดี ไม่ว่าลูกค้ารายนั้นจะพูดอย่างไร เราก็ยังใส่ใจอยู่ อดทนอดกลั้น ถ้าเราทำได้จริงนะ นึกภาพไม่ออกเลยว่าลูกน้องเราจะรู้สึกดีขนาดไหน น่าลองกันนะครับ

ชมเชยบ่อยๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เป็นพื้นฐานมากๆ ใครๆ ก็อยากได้คำชม ไม่ว่าจะเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว มนุษย์ทุกคนย่อมมีความภาคภูมิใจในตัวเอง หนึ่งในความภาคภูมิใจในตัวเอง คือ การที่คนคนหนึ่งรู้สึกว่าตัวเองสมควรได้รับคำชม เมื่อใดก็ตามที่คนเรารู้สึกเช่นนั้น แล้วได้รับคำชม ความรู้สึกดีจะมีมากๆ แต่ในทางตรงข้าม ถ้าช่วงเวลานั้นไม่ได้รับ นอกจากจะไม่ได้ความรู้สึกดีแล้ว อาจก่อให้เกิดความรู้สึกไม่ดีด้วยซ้ำ

ชมเชยพวกเขาไม่ว่าในเรื่องใดก็ตาม เพราะเมื่อคนเราได้รับคำชมในเรื่องใดแล้ว จะมีแรงจูงใจจากภายในที่จะทำในสิ่งที่ได้รับคำชมนั้นซ้ำอีกครั้ง หลักการง่ายๆ อยากให้ลูกน้องทำเรื่องใด ก็ต้องชมเรื่องนั้นเวลาที่เขาทำได้ ดังนั้นการชมบางครั้งเราเลยต้องชมไปในรายละเอียดหรือเจาะจงให้ชัดว่าพวกเขาทำได้ดีในเรื่องอะไร มิเช่นนั้นเดี๋ยวตอนที่เขาจะทำพฤติกรรมนั้นซ้ำอีก จะทำในสิ่งที่เราไม่อยากได้ เหตุเกิดจากการที่เราชมเชยไม่ชัดเจน และสุดท้ายการชมนั้นควรชมในที่แจ้ง แต่ถ้าจะติควรติในที่ลับ

ปล่อยให้มีอิสระบ้าง ให้พวกเขามีอิสระในการทำงานด้วยแนวทางของตนเองให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะเขาจะได้มีความภาคภูมิใจและมีความมั่นใจมากขึ้นหากงานสำเร็จด้วยแนวทางเขา ให้พวกเขาได้แสดงให้เห็นว่าสามารถพึ่งตัวเองและสามารถจัดการงานตัวเองได้

ปกป้องลูกน้องจากความคิดในแง่ลบ หรือการปฏิบัติแย่ๆ จากคนอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร เราไม่ควรปล่อยให้ใครก็ตามสามารถมาใช้คำพูดข่มเหงน้ำใจลูกน้องของเราได้ง่ายๆ เหมือนกับที่เราจะไม่ยอมให้ใครมาข่มเหงสมาชิกในครอบครัวของเรา เพราะถ้าพวกเขารู้ว่าเรายืนอยู่เคียงข้างเขาและพร้อมจะปกป้องเขา เขาจะรู้สึกปลอดภัย มั่นคง และมีความสุขกับงานที่ทำ

เราไม่ต้องถึงขั้นเปลี่ยนนิสัยใจคอของเราหรอกครับ เพราะมันเปลี่ยนไม่ได้ เพียงแค่ปรับทัศนคติและเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กน้อยก็เพียงพอแล้ว สุดท้ายถ้าคิดไม่ออกว่าต้องปฏิบัติตัวต่อลูกน้องอย่างไร ก็ให้ปฏิบัติต่อเขาให้เหมือนที่เราจะปฏิบัติต่อเจ้านาย

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน