
อาลีบาบาเร่งเจาะไทย หนุนอีคอมเมิร์ซพุ่ง
การเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซทั่วโลก มีการคาดการณ์ว่าภายในสิ้นปี 2557 จะขยายตัวขึ้นประมาณ 20.1% เป็นยอดเงินสะพัดถึง 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
การเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซทั่วโลก มีการคาดการณ์ว่าภายในสิ้นปี 2557 จะขยายตัวขึ้นประมาณ 20.1% เป็นยอดเงินสะพัดถึง 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 48 ล้านล้านบาท โดยธุรกิจแบบบีทูซีหรือการซื้อขายระหว่างเจ้าของธุรกิจสู่ผู้บริโภคจะขยายขึ้นเกือบ 2 เท่าจาก 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
ทั้งนี้ ในปี 2558 คาดว่าจะเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดเพิ่มไปถึง 2 แสนล้านบาท จากปัจจัยการขยายตัวของสมาร์ทโฟนที่เข้ามามีบทบาทอย่างมาก ซึ่งจะมาในรูปแบบของเอ็มคอมเมิร์ซ ส่วนการซื้อขายแบบบีทูบีหรือเชิงธุรกิจยังไม่มีการเก็บตัวเลขด้านมูลค่าที่ชัดเจนจากจำนวนของธุรกิจเอสเอ็มบีที่มีในไทยกว่า 2.7 ล้านราย ธุรกิจส่งออกจำนวน 1.5 หมื่นราย คิดเป็น 65% ของจีดีพีในประเทศ กลับมีคนที่สนใจเจาะตลาดจีนผ่านช่องทางนี้ไม่มากนัก
โทมัส โฮ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท อาลีบาบา กรุ๊ป กล่าวว่า ทางอาลีบาบา กรุ๊ป เร่งขยายฐานบริษัทด้วยการหาตัวแทนทางธุรกิจเข้ามาร่วมมือกันทำงานมากขึ้น โดย 4 ประเทศที่จะเข้าไปทำตลาด คือ ไทย เวียดนาม มาเลเซีย และตุรกี เพราะล้วนเป็นประเทศที่ผู้ซื้อในตลาดจีนมองว่ามีสินค้าตามที่ตลาดจีนต้องการ และการคัดเลือกตัวแทนเพียงรายเดียวในแต่ละประเทศนั้น สามารถครอบคลุมและตอบโจทย์ได้ดีพอแล้ว
“แพลตฟอร์มการซื้อขายแบบอีคอมเมิร์ซนั้น ไม่จำกัดว่าต้องเป็นการขายในต่างประเทศเท่านั้น แต่จะช่วยให้คนในพื้นที่ห่างไกลสามารถซื้อขายสินค้าให้ลูกค้าได้โดยตรง ไม่ต้องรอพ่อค้าคนกลาง จึงมองว่าถ้าเจ้าของธุรกิจมีความเข้าใจในช่องทางนี้เป็นอย่างดี จะเป็นโอกาสในการขายสินค้าทั้งในและต่างประเทศได้ไม่ยากนัก” โทมัส กล่าว
นอกจากนี้ ยังมีในบางธุรกิจที่กล่าวอ้างว่ามีรูปแบบการซื้อขายแบบออนไลน์ แต่กลับใช้เทคนิคทางคำพูด ทำให้ลูกค้าเข้าใจว่าเป็นการซื้อขายแบบอีคอมเมิร์ซนั้น ต้องระมัดระวังให้มาก เพราะยังมีอาชญากรบนโลกไซเบอร์อีกมากที่เข้ามาทำธุรกิจโดยใช้ความเชื่อที่ผิดแบบนี้
“การซื้อขายสินค้าแบบอีคอมเมิร์ซควรมีรูปแบบการทำงานที่ชัดเจน หากเข้ามาทำในแพลตฟอร์มของอาลีบาบา กรุ๊ป จะมีการตรวจสอบก่อนว่าเป็นสินค้าที่ถูกกฎหมายหรือไม่ เพราะการซื้อขายแบบบีทูบีจะต้องมีความน่าเชื่อถือและตรวจสอบได้ หากมีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงว่าจะเข้าไปหลอกลวงลูกค้า อาลีบาบาจะเข้าไปปรามและไม่อนุญาตให้ซื้อขายเชิงธุรกิจทันที เพื่อป้องกันปัญหาด้านการหลอกซื้อขายและโอนจ่ายเงิน” โทมัส กล่าว
ในประเทศไทยมีผู้ใช้งานอาลีบาบาแล้วกว่า 5.7 แสนราย ทั้งกลุ่มผู้ซื้อและผู้ขาย เมื่อเทียบกับผู้ใช้งานทั่วโลกที่มีกว่า 3.6 ล้านคน ไทยยังเป็นประเทศที่มีสัดส่วนการใช้งานน้อยมาก อุปสรรคใหญ่คือเรื่องของภาษาและขั้นตอนการใช้งาน โดยอาลีบาบาพยายามที่จะให้ความรู้แก่เจ้าของสินค้าและธุรกิจผ่านพาร์ตเนอร์ในประเทศนั้นๆ เพราะจะเป็นโอกาสให้ผู้ใช้งานสะดวกมากขึ้น
ด้าน สักกฉัฐ ศิวะบวร ประธานบริหาร บริษัท ไอบริค ผู้จัดงาน SME Biz Asia กล่าวว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีในไทยจะรอให้ลูกค้าวิ่งเข้ามาหาแบบเก่าไม่ได้อีกต่อไป ต้องรู้จักบริหารจัดการและปรับตัวเข้าสู่ตลาดใหม่ๆ ให้มากขึ้น เพื่อขยายโอกาสในการซื้อขายสินค้าให้กว้างขึ้น
“เทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนสำคัญของการทำธุรกิจ อีกทั้งการเติบโตของอีคอมเมิร์ซจะยิ่งสร้างรายได้ให้แก่เจ้าของธุรกิจ และประเทศไทยก็ถือว่าเป็นเมืองหน้าด่านในการเข้าถึงประเทศอื่นๆ หากมีการเปิดเออีซีในช่วงปลายปีนี้อย่างเป็นทางการ หากเรายังไม่เร่งพัฒนาศักยภาพทางการซื้อขายให้แก่ธุรกิจ จะกลายเป็นว่าเราเสียโอกาสในการขยายธุรกิจ” สักกฉัฐ กล่าว
ทางด้านสินค้าและธุรกิจที่มองว่าเป็นโอกาสของธุรกิจไทยในการเจาะตลาดจีน ได้แก่ สินค้าเกี่ยวกับข้าว เครื่องประดับหรือสินค้าที่ทำจากช้าง และธุรกิจภายในครอบครัว ถือว่ามีความน่าสนใจและเจาะตลาดจีนได้ ส่วนสินค้าที่มีวางขายและยอดนิยมในอาลีบาบา ได้แก่ อาหารและเครื่องสำอาง เป็นต้น
ในส่วนของพาร์ตเนอร์รายใหม่ในประเทศไทย อย่างเรดดี้แพลนเน็ต บุรินทร์ เกล็ดมณี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เรดดี้แพลนเน็ต กล่าวว่า การเปิดให้บริการของอาลีบาบาในประเทศไทย ก่อนการร่วมมืออย่างเป็นทางการนั้น แบ่งเป็นเว็บไซต์ thai.alibaba.com ที่เป็นการแปลเนื้อหาในเว็บไซต์ alibaba.com เพื่อให้เจ้าของธุรกิจที่ต้องการซื้อสินค้าจากจีนได้ทราบข้อมูลต่างๆ ส่วนเว็บไซต์ th.alibaba.
com จะเป็นแลนดิ้งเพจสำหรับแจ้งให้ผู้ซื้อสินค้าในต่างประเทศทราบว่ามีสินค้าอะไรในไทยที่น่าสนใจติดต่อซื้อขายบ้าง
“การเข้ามาเป็นพาร์ตเนอร์อย่างเป็นทางการ จะมาช่วยเสริมในส่วนของการสอนเทคนิคการทำตลาดอีคอมเมิร์ซ มีแพ็กเกจพิเศษสำหรับการเรียนรู้และเข้าไปช่วยบริหารเว็บไซต์ของบริษัทเพื่อให้ตอบโจทย์ลูกค้าต่างประเทศที่ต้องการสั่งซื้อของมากขึ้น” บุรินทร์ กล่าว
ปัจจุบันฐานลูกค้าของเรดดี้แพลนเน็ตที่มีอยู่มากกว่า 1.6 หมื่นรายที่เป็นเชิงธุรกิจทั้งหมด หากเข้ามาใช้รูปแบบการทำงานของอาลีบาบาอย่างเป็นทางการเพียง 10% ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในการขยายตลาดใหม่แล้ว
ทั้งนี้ อาลีบาบาเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2542 ซึ่งตอนนั้นประเทศจีนก็ยังไม่ได้มีความรู้ด้านตลาดอีคอมเมิร์ซมากนัก และแทบจะไม่มีความสามารถในการซื้อขายแบบออนไลน์เลย ซึ่งคล้ายกับตลาดไทยในปัจจุบัน แต่ต่างกันตรงที่คนไทยมีความสามารถด้านการใช้สมาร์ทโฟนในการซื้อขายแบบบีทูซีสูง ดังนั้นหากปรับมาเป็นการทำงานเชิงธุรกิจมากขึ้น จะยิ่งสร้างโอกาสการเติบโตให้แก่ภาพรวมอุตสาหกรรมในประเทศได้ไม่ยากนัก







