
กรุงศรีฯ ไม่ประมาท เกาะติดคุณภาพหนี้
ปี 2558 เป็นปีแรกตามแผนธุรกิจ 3 ปีของธนาคารกรุงศรีอยุธยา ภายหลังการควบรวมกิจการกับธนาคารบีทีเอ็มยู สาขากรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2558
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
ปี 2558 เป็นปีแรกตามแผนธุรกิจ 3 ปีของธนาคารกรุงศรีอยุธยา ภายหลังการควบรวมกิจการกับธนาคารบีทีเอ็มยู สาขากรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2558
โนริอากิ โกโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ยอมรับว่า ปีแรกของแผนมีความสำคัญมากในการวางรากฐานการเติบโต แต่ขณะเดียวกันก็เป็นปีที่ต้องเผชิญกับความท้าทายของภาวะเศรษฐกิจไทยที่ไม่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน และมีโอกาสขยายตัวต่ำกว่า 3.8% ที่คาดไว้ แนวทางการดำเนินธุรกิจปีนี้จึงมุ่งเน้นการเติบโตที่รอบคอบ ระมัดระวัง มั่นคง และมีเสถียรภาพ
อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว โกโตะยังมั่นใจว่าจะปล่อยสินเชื่อให้เติบโตได้ตามเป้า 7-9% รวมทั้งการสนับสนุนลูกค้าให้ขยายการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น โดยใช้เครือข่ายบีทีเอ็มยูในต่างประเทศเข้าไปเสริม จากเดิมที่ลูกค้าไม่เคยใช้บริการธนาคารกรุงศรีฯ เพราะติดขัดเรื่องสาขาธนาคารในต่างประเทศ
นอกจากนี้ สินเชื่อรายย่อยที่สนใจเป็นพิเศษ คือ สินเชื่อบ้าน ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำ และปัจจุบันธนาคารมีส่วนแบ่งตลาดน้อย อยู่ในอันดับที่ 5 ของอุตสาหกรรม โดยจะรุกสินเชื่อบ้านด้วยการใช้กลยุทธ์จับมือกับผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ พัฒนาผลิตภัณฑ์สินเชื่อสำหรับผู้กู้ซื้อบ้านโดยเฉพาะ
สำหรับคุณภาพสินเชื่อ โกโตะยอมรับว่าเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงคงกระทบต่อลูกค้าทุกกลุ่ม จึงมีความท้าทายในการรักษาคุณภาพสินเชื่อ โดยปัจจุบันลูกค้า 60% จะเป็นรายใหญ่และเอสเอ็มอี อีก 40% เป็นลูกค้ารายย่อย โดยลูกค้าธุรกิจรายใหญ่ของธนาคารยังแข็งแกร่งอยู่ แต่ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ คือ เอสเอ็มอีและรายย่อย ธนาคารจึงเพิ่มมาตรการบริหารความเสี่ยงลูกค้าอย่างใกล้ชิด
ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของธนาคารในปี 2558 ตั้งเป้าไม่ให้เกิน 2.5% ของสินเชื่อรวม ลดลงจาก 2.79% เมื่อสิ้นปีที่แล้ว โดยไตรมาสแรกยอดหนี้เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นบ้าง แต่หลังจากควบรวมบีทีเอ็มยู สาขากรุงเทพฯ ส่งผลให้สัดส่วนเอ็นพีแอลไตรมาสแรกลดลงมาที่ 2.36%
“ถ้าเศรษฐกิจชะลอลง คงกระทบกับลูกค้าทุกกลุ่ม แต่เราเชื่อว่าสามารถบริหารจัดการได้ อย่างสินเชื่อรายย่อย เช่น เช่าซื้อ คุณภาพสินทรัพย์ในไตรมาสแรกมีสัญญาณดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา จึงมั่นใจได้ว่าเป้าหมายสินเชื่อเติบโต 7-9% จะอยู่ภายในการเฝ้าระวังคุณภาพสินทรัพย์ด้วย” โกโตะ กล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้ความเสี่ยงคุณภาพหนี้จะมากขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์หนี้ครัวเรือนที่อยู่ระดับสูง แต่ธนาคารไม่ได้ตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มจากปกติ เพราะปัจจุบันสัดส่วนการกันสำรองต่อเอ็นพีแอลอยู่ที่ระดับ 139.2% สูงกว่าเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนด
นอกจากนี้ ปีนี้จะมีการเพิ่มสาขาอีก 100 สาขา รวมเป็น 755 สาขา และเพิ่มเครื่องเอทีเอ็มอีก 2,000 เครื่อง โดยการขยายสาขาเพิ่มในจังหวะที่ธนาคารพาณิชย์ชะลอการขยายสาขา ก็เพราะขนาดของธนาคารกรุงศรีฯ ใหญ่เทียบเท่ากับ 4 ธนาคารใหญ่ แต่จำนวนสาขาห่างกันมากเป็นเท่าตัว โดยธนาคารใหญ่ต่างมีสาขาเกินพันแห่ง เป็นช่องว่างสำคัญที่ต้องบริหารจัดการให้แคบลง
“โครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมไทยในปัจจุบัน สาขาธนาคารยังจำเป็นต่อการให้บริการอยู่ เพราะคนส่วนใหญ่ยังนิยมใช้เงินสด การขยายสาขาจึงสำคัญมากตามกลยุทธ์ให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง แม้ว่าจะมีต้นทุนที่สูงประมาณ 8-10 ล้านบาท/สาขาก็ตาม” โกโตะ กล่าว
ด้านธุรกิจต่างประเทศที่มุ่งเน้นประเทศในกลุ่มซีแอลเอ็มวีได้มีการใช้ศักยภาพของบีทีเอ็มยูในการรุกลูกค้าธุรกิจ โดยเฉพาะพม่าและลาว







