posttoday
โปะ หนี้ หรือลงทุน

โปะ หนี้ หรือลงทุน

29 เมษายน 2558

โดย...ศาสตรา มังกรอัศวกุล

โดย...ศาสตรา มังกรอัศวกุล

ช่วงนี้เราคงได้ยินข่าวเกี่ยวกับสัดส่วนหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น บวกกับสภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่สู้ดีนัก ทำให้หลายคนระมัดระวังตัวในการจับจ่ายใช้สอยเป็นพิเศษ และหลายๆ คนที่เป็นหนี้ก็มีความกังวลว่าเมื่อไหร่หนี้จะหมด ขณะเดียวกันก็มีคำถามว่าแล้วในขณะที่เป็นหนี้ เราไม่ต้องลงทุนอะไรเลยเหรอ

จริงๆ แล้วการตัดสินใจว่า ถ้ามีเงินจำนวนหนึ่งแล้วจะโปะหนี้ หรือนำไปลงทุนดี ก็ขึ้นอยู่กับว่าทางเลือกไหนที่ทำให้เงินสร้างมูลค่าได้สูงกว่ากันก็นำเงินไปใช้ในทางเลือกนั้น ซึ่ง K-Expert มีคำแนะนำมาเสนอดังนี้ครับ

สำหรับคนที่เป็นหนี้ประเภทที่ไม่มีหลักประกัน พวกหนี้บัตรเครดิต หรือหนี้บัตรกดเงินสด

ถ้ามีเงินเมื่อไหร่ ไม่ต้องคิดมากครับ นำเงินทั้งหมดไปโปะหนี้ให้ได้มากที่สุดไปเลย เพราะอัตราดอกเบี้ยจากยอดค้างชำระของสินเชื่อประเภทนี้มีอัตราค่อนข้างสูง ประมาณ 20-28% ซึ่งแปลว่าถ้าเรานำเงินที่เรามีมาโปะหนี้ก้อนนี้ก็เหมือนเรานำเงินไปลงทุนที่ได้ผลตอบแทนมากกว่า 20% ซึ่งถ้าจะหาทางเลือกในการลงทุนอื่นที่ได้ผลตอบแทนที่มากกว่าก็หาได้ยากมาก เพราะแม้แต่ตลาดหุ้นเองในช่วงหลายปีที่ผ่านมายังเติบโตเฉลี่ยประมาณ 15-20% ต่อปี ซึ่งในระยะสั้นก็ถือว่ามีความเสี่ยงในการลงทุนที่สูงอีกต่างหาก

ตัวช่วยอันนึงที่จะทำให้เรามีวินัยและไม่ตกเป็นเหยื่อของหนี้ประเภทนี้คือ เราควรสมัครใช้บริการชำระหนี้หักบัญชีอัตโนมัติไปเลย เพื่อไม่ให้มียอดค้างชำระที่ต้องเสียดอกเบี้ยที่ค่อนข้างสูงแบบนี้ แต่ก็ต้องสำรองเงินให้เพียงพอกับยอดที่ต้องชำระเมื่อครบกำหนดด้วย

สำหรับคนที่เป็นหนี้ประเภทที่มีหลักประกัน พวกหนี้รถ หรือหนี้บ้าน

ถ้าเป็นหนี้กู้ซื้อรถ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการคิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบเงินต้นคงที่ โดยจะคำนวณดอกเบี้ยจากเงินต้นทั้งก้อน แล้วนำดอกเบี้ยทั้งก้อนมาทยอยผ่อนพร้อมกับเงินต้น ซึ่งแม้ว่าจะมีการผ่อนเงินต้นไปบางส่วนแล้วก็ตาม ดอกเบี้ยรวมก็ยังเท่าเดิม ถ้าเป็นหนี้ประเภทนี้ ในกรณีที่เรามีเงินก้อน เราควรแบ่งเงินบางส่วนมาแค่ผ่อนชำระตามค่างวดก็พอ เพราะไม่ว่าเราจะโปะเพิ่มเท่าไหร่ หรือเร็วขึ้นยังไง ก็ไม่ได้ช่วยให้ภาระหนี้โดยรวมเราลดลง แล้วนำเงินที่เหลือไปลงทุน เพื่อสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าดีกว่า ในกรณีนี้ควรจะลงทุนให้มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงกว่า 3% ซึ่งก็คือให้มากกว่าค่าเงินที่เฟ้อในแต่ละปี โดยทางเลือกที่เหมาะสมก็จะเป็นพวกกองทุนผสมที่มีบางส่วนในการลงทุนในหุ้น

ส่วนในกรณีที่เป็นหนี้บ้าน โดยปกติหนี้บ้านจะเป็นหนี้แบบลดต้นลดดอก โดยจะคิดดอกเบี้ยจากเงินต้นคงเหลือในแต่ละงวด​​​​​ ดังนั้น แปลว่าถ้าโปะหนี้มากขึ้น ดอกเบี้ยที่เหลือก็จะน้อยลง คราวนี้ก็ต้องมาพิจารณาเรื่องอัตราดอกเบี้ย ซึ่งปกติดอกเบี้ยบ้านเฉลี่ยก็จะอยู่ประมาณ 6-7% ต่อไป ดังนั้น การตัดสินใจว่าถ้ามีเงินจะนำมาโปะหนี้บ้านหรือนำไปลงทุนดี ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราสามารถหาแหล่งที่ลงทุนและได้ผลตอบแทนมากกว่า 6-7% ได้หรือไม่ ถ้าหาได้เราควรนำเงินส่วนที่เหลือจากการจ่ายค่างวดขั้นต่ำไปลงทุน เช่น กองทุนหุ้นหรือหุ้น แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ แต่ถ้าใครเป็นคนที่เราความเสี่ยงได้ต่ำการนำเงินไปโปะหนี้เป็นทางเลือกที่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะการจะได้ผลตอบแทน 6-7% ไม่ได้ทำได้ง่ายนัก จากสถิติถ้าเราโปะหนี้เพิ่มขึ้น 10% จากยอดผ่อนขั้นต่ำ เราจะผ่อนบ้านหมดได้ภายใน 17 ปี จาก 20 ปี และประหยัดดอกเบี้ยไปได้พอๆ กับค่ารถเก๋งคันนึงเลยทีเดียว

คำถามสุดท้ายคือ ถ้ามีเงินก้อนและไม่สามารถนำไปหาผลตอบแทนได้มากกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ เราควรนำเงินทั้งหมดไปโป๊ะหนี้เลยใช่มั้ย คำตอบคือ ต้องดูว่าเรามีความจำเป็นต้องใช้เงินก้อนนั้นเพื่อความจำเป็นในการดำเนินชีวิตหรือไม่ เช่น ค่าเทอมลูก หรือค่ารักษาพยาบาลต่างๆ ถ้ามีเราควรจะกันเงินส่วนนี้ออกมาแล้วนำไปออมในรูปแบบที่มีความเสี่ยงต่ำและสภาพคล่องสูง เช่นกองทุนตลาดเงินที่ให้ผลตอบแทนมากกว่าเงินฝาก แต่มีสภาพคล่องต่างกันแค่วันเดียว แล้วเงินที่เหลือค่อยนำไปโป๊ะหนี้

ในภาวะแบบนี้การเป็นหนี้อาจไม่ใช่เรื่องผิด เพราะชีวิตเราก็อาจจะมีความจำเป็นที่ต้องใช้เงินเพื่อเป้าหมายหรือความสุขในชีวิต จะมารอให้เก็บเงินได้ทั้งก้อนแล้วค่อยซื้อรถ หรือซื้อบ้านก็คงต้องรอไม่รู้นานเท่าไหร่ แต่ก็ควรจะเป็นหนี้ด้วยความตระหนักรู้เรื่องดอกเบี้ย และบริหารจัดการอย่างเหมาะสม ถ้ารู้ตัวแบบนี้เราก็อาจจะเป็นหนี้แบบสุขมากขึ้น

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่