
อัพเกรดการศึกษาไทยรับเออีซี ภารกิจร้อน สมศ.
ผลการจัดอันดับคุณภาพการศึกษาไทยในระดับอาเซียนโดย World Economic Forum (WEF)
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
ผลการจัดอันดับคุณภาพการศึกษาไทยในระดับอาเซียนโดย World Economic Forum (WEF) ที่ระบุว่า คุณภาพการศึกษาไทยอยู่ในอันดับรั้งท้ายของอาเซียน ทำให้สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์กรมหาชน) หรือ สมศ. ในฐานะผู้ทำหน้าที่ประเมินคุณภาพระบบการศึกษา ต้องเร่งหาทางยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย ให้ทันการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการ สมศ. กล่าวว่า ขณะนี้หน่วยงานประเมินคุณภาพการศึกษาภายนอกกลุ่มอาเซียนได้รวมตัวกันภายใต้ชื่อ The ASEAN Quality Assurance Network (AQAN) ซึ่งทุกประเทศในอาเซียนที่มี สมศ.จะเข้าเป็นสมาชิกโดยอัตโนมัติ เพื่อสร้างระบบการประกันคุณภาพการศึกษาที่เข้มแข็งของกลุ่มอาเซียน ด้วยการจัดระบบพื้นฐานร่วมกัน ให้สอดคล้องกับกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นหลังการเข้าสู่
เออีซี ทั้งการโอนย้ายนักศึกษาและบุคลากรทางการศึกษา หรือการโอนหน่วยกิตระหว่างกัน
จากการรวมกลุ่มครั้งนี้ ทำให้มีข้อตกลงความร่วมมือในการจัดทำคู่มือกรอบการดำเนินงานในการประกันคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษาของอาเซียน (AQAF) ขึ้นมา เพื่อเป็นเครื่องมือในการเทียบเคียงมาตรฐาน และการดำเนินการด้านประกันคุณภาพให้ไปในทิศทางเดียวกัน สร้างความแข็งแกร่งรับการแข่งขันในตลาดเดียวกันหลังเปิดเออีซี
สำหรับกรอบมาตรฐานคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษาของอาเซียนที่จะถูกนำมาใช้กับประเทศสมาชิกอาเซียน ประกอบด้วย 4 เสาหลัก ได้แก่ ผู้ประเมิน หน่วยประเมิน กระบวนการประเมิน และการประเมินภายในและภายนอก โดยในแต่ละเสาหลักจะมีรายละเอียดกำหนดไว้กว้างๆ เพื่อให้ชาติสมาชิกดำเนินการตามมาตรฐานนั้นๆ
“ตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างยกร่างคู่มือดังกล่าวอยู่ โดยจะมีการลงลึกถึงดัชนีชี้วัด (เคพีไอ) แต่ละด้านให้ชัด หากคู่มือสำเร็จออกมาในช่วงต้นปีหน้าจะทำให้สถาบันอุดมศึกษาในอาเซียนมีมาตรฐานเดียวกัน และยกระดับความสามารถการแข่งขันด้านการศึกษาทั้งของไทยและภูมิภาคอาเซียนให้แข่งขันในภูมิภาคอื่นๆ ได้ และทำให้วงการศึกษาระดับอุดมศึกษามีสีสัน” ชาญณรงค์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการถ่ายโอนหน่วยกิตระหว่างกันนั้นยังเกิดขึ้นน้อยมาก จึงเป็นสิ่งที่ทุกประเทศสมาชิกอาเซียนต้องเร่งพัฒนา โดย สมศ.จะจัดประเมินคุณภาพการศึกษาภายนอกรอบที่ 4 (2559-2563) เพื่อพิจารณาว่าไทยจะขับเคลื่อนต่อไปอย่างไร และมีสิ่งใดที่ต้องปรับปรุง รวมถึงพัฒนาให้สอดรับกับกรอบมาตรฐานคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษาของอาเซียน ซึ่งการประเมินรอบนี้มีความสำคัญมาก เพราะเป็นช่วงที่ไทยเข้าสู่ประชาคมอาเซียน
สำหรับเกณฑ์การประเมินคุณภาพภายนอกรอบที่ 4 จะยึดแนวทางการประเมิน 7 ด้าน คือ ด้านคุณภาพศิษย์ ด้านคุณภาพครู/อาจารย์ ด้านการบริหารและธรรมาภิบาลของสถานศึกษา ด้านความสัมพันธ์กับชุมชน สังคม ด้านการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม ด้านอัตลักษณ์ เอกลักษณ์ และด้านมาตรการส่งเสริม
เรื่องนี้ไม่เพียงจะเป็นการกู้หน้าระบบการศึกษาของไทย ว่าจะสามารถสามารถยกระดับคุณภาพการศึกษาให้มีอันดับสูงขึ้นได้หรือไม่เท่านั้น แต่ยังหมายถึงผลงานของ สมศ.เองด้วย เพราะในช่วงที่ผ่านมา มีแนวคิดการปฎิรูประบบการศึกษา โดยจะเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ลดบทบาทหรือยุบ สมศ.ทิ้ง เพราะนอกจากจะไม่ได้ช่วยให้อันดับคุณภาพการศึกษาไทยดีขึ้นแล้ว ยังเป็นการเพิ่มภาระงานให้แก่สถาบันการศึกษาด้วย
“เชื่อว่าการประเมินทุกรอบก็ช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาขึ้นทุกครั้ง เพียงแต่ตัวชี้วัดอาจจะยากขึ้นตามไปเช่นกัน ทำให้ต้องย้อนกลับไปดูภาพรวมทั้งหมด” ชาญณรงค์ แจง
ชาญณรงค์ ทิ้งท้ายว่า การจะลดบทบาทหรือยุบ สมศ.ลงนั้น ไม่ใช่ทางแก้ปัญหา หรือจะทำให้อันดับคุณภาพการศึกษาของไทยในอาเซียนดีขึ้น แต่สิ่งที่เป็นอุปสรรค คือ 1.ความมีเสถียรภาพของรัฐบาลที่ทำให้ขาดความต่อเนื่องในการวางแผน 2.ขาดการกำกับดูแลเชิงปริมาณของผู้ประเมิน และการเปิดหลักสูตรของมหาวิทยาลัยที่เปิดตามความต้องการตลาดจนล้นตลาด และ 3.ขาดการกำกับดูแลเชิงคุณภาพสถาบันการศึกษา โดยมีบางมหาวิทยาลัยที่เปิดหลักสูตรใหม่ โดยที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ยังไม่รับรอง







