posttoday

'บลันไทร์ ฟาร์ม' ปฏิวัติฟาร์มหมูสู่ธุรกิจสีเขียว

27 เมษายน 2558

แม้งานเกษตรและปศุสัตว์จะเป็นอาชีพที่คนส่วนใหญ่อาจจะหันหน้าหนี ทว่า เอดวินา บีเวอร์ริดจ์ อดีตผู้สอบบัญชีรับอนุญาต

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

แม้งานเกษตรและปศุสัตว์จะเป็นอาชีพที่คนส่วนใหญ่อาจจะหันหน้าหนี ทว่า เอดวินา บีเวอร์ริดจ์ อดีตผู้สอบบัญชีรับอนุญาต กลับหันหลังให้งานเดิมเดินหน้าทำงานปศุสัตว์เต็มตัว หลังได้รับมรดกเป็นฟาร์มปศุสัตว์ที่ชื่อ “บลันไทร์ ฟาร์ม”

เอดวินา บีเวอร์ริดจ์ เปิดใจถึงธุรกิจขนาดเล็กด้านการเกษตรของตนกับเดอะ ซิดนีย์ มอร์นิ่ง เฮอร์รัลด์ สื่อจากแดนจิงโจ้ ว่า ตนเองและสามี ไมเคิล บีเวอร์ริดจ์ พร้อมเต็มที่สำหรับการเดินกลับไปสู่รากเหง้าผ่านงานปศุสัตว์ หลังจากกิจการ บลันไทร์ ฟาร์ม ที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐนิวเซาท์เวลส์ ถูกส่งต่อจากรุ่นพ่อแม่มาสู่ตนในปี 2007

จากนั้นครอบครัวบีเวอร์ริดจ์ก็เริ่มพัฒนางานของตน โดยเริ่มจากการปรับปรุงระบบการให้อาหารสุกรในฟาร์มจากการใช้แรงงานมนุษย์มาสู่ระบบอัตโนมัติ รวมถึงลดต้นทุนค่าอาหารสัตว์ โดยนำเศษอาหารเหลือทิ้งที่ปกติต้องกำจัดด้วยการฝังกลบ มาแปรสภาพเป็นอาหารสุกรได้สูงถึง 60% ของปริมาณอาหารทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญของ “บลันไทร์ ฟาร์ม” คือ การปรับโฉมฟาร์มสุกรสู่การเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิก “คาร์บอน ฟาร์ม” แห่งแรกๆ ของออสเตรเลีย เมื่อ เอดวินา มองเห็นโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากการแปรสภาพมูลสัตว์เป็นก๊าซมีเทน เพื่อเปลี่ยนเป็นกระแสไฟฟ้าและส่งไปยังระบบโครงข่ายไฟฟ้าของรัฐ

“เทคโนโลยีนำการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่มาสู่เราแบบถูกที่ ถูกเวลา ในการติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ ทำให้เรากลายเป็นฟาร์มสุกรแห่งแรกที่กลายมาเป็นคาร์บอน ฟาร์ม ไม่ใช่แค่ช่วยประหยัดพลังงาน ยังช่วยลดกลิ่นและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย” เอดวินา กล่าว

เอนดริว สเปนเซอร์ ประธานบริหารของบริษัท ออสเตรเลีย พอร์ก (เอพีแอล) ซึ่งเป็นตัวแทนภาคธุรกิจสุกรรายใหญ่ในแดนจิงโจ้ กล่าวชื่นชมความสำเร็จของ เอดวินา ว่า เอพีแอลภูมิใจที่ได้ร่วมงานกับผู้ผลิตที่คำนึงถึงมิติด้านนวัตกรรมเช่นเอดวินา ระบบก๊าซชีวภาพมีศักยภาพสูงสำหรับฟาร์มสุกรของออสเตรเลีย ที่จะกลายเป็นหนึ่งในผู้ผลิตเนื้อหมูที่ส่งจำหน่ายทั่วโลก แต่มีผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนต่ำที่สุด”

อย่างไรก็ดี เมื่อลมเปลี่ยนทิศตามการเปลี่ยนแปลงทางด้านนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ของออสเตรเลีย ครอบครัวบีเวอร์ริดจ์ก็เผชิญกับปัญหาสำคัญด้านเอกสารอนุญาตในการจัดการมูลสัตว์ให้กลายเป็นคาร์บอนเครดิต ภายใต้ข้อกำหนดกองทุนลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก เนื่องจากต้องขายคาร์บอนเครดิตให้กับรัฐบาลมากกว่าการซื้อขายในตลาดเปิด ซึ่งได้ราคาค่อนข้างต่ำเพียง 5 เซนต์/กิโลวัตต์

ด้วยความตั้งใจมั่นในการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรและปศุสัตว์ของออสเตรเลีย โดยเฉพาะสุกร เอดวินา จึงไม่ลังเลที่จะกระโดดเข้ามาทำงานทางการเมืองในฐานะรองประธานของคณะกรรมการผู้เลี้ยงสุกรของรัฐนิวเซาท์เวลส์ ด้วยความมุ่งมั่นในการเป็นผู้ส่งเสริมอุตสาหกรรมสุกรและการเกษตรโดยรวม

ล่าสุด เอดวินา ยังพยายามผลักดันในการแก้ไขปัญหาการนำเข้าเนื้อสุกรจากต่างประเทศ ที่มีแนวโน้มว่าจะปนเปื้อนเชื้อโรคเฉพาะถิ่น ที่อาจจะระบาดมาสู่สุกรในประเทศได้ โดยการผลักดันให้รัฐบาลทบทวนระเบียบความปลอดภัยทางชีวภาพ และบรรจุเป็นวาระสำคัญในการประชุมของหน่วยงาน

นอกจากนี้ เอดวินา ยังมีผลงานการันตีความสำเร็จจากรางวัลรองชนะเลิศสตรีดีเด่นเขตชนบทแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ ประจำปี 2014 และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกของสภาที่ปรึกษารัฐมนตรีอุตสาหกรรมขั้นพื้นฐานรัฐนิวเซาท์เวลส์อีกด้วย

ส่วนแผนงานสำหรับอนาคตนั้น เอดวินา กล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า จะขยายงานฟาร์มสุกรเต็มที่ “ฉันรักที่จะสร้างและให้คุณค่าทางโภชนาการ รสชาติ รวมถึงราคาที่ย่อมเยาสำหรับเนื้อหมูที่จำหน่ายแก่ชาวออสเตรเลีย แม้การทำฟาร์มสุกรจะไม่ใช่อาชีพในฝันของผู้คนส่วนใหญ่ แถมยังมีองค์ประกอบเกี่ยวข้องมากมาย แต่ฉันก็ยังสนับสนุนให้ทุกคนได้เข้ามาลองดูและสัมผัสความสุขที่ได้รับ”

ข่าวล่าสุด

น้ำมันเด้ง 3%! เกมสันติภาพ vs คว่ำบาตรอิหร่าน เขย่าตลาดโลก กดหุ้นไทย-บาทอ่อน