
ติดตามการประชุม เฟด และ กนง.
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 32.50-32.70 ในสัปดาห์นี้
โดย...พรวลี พิลาวรรณ
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 32.50-32.70 ในสัปดาห์นี้ โดยสัปดาห์นี้ตลาดการเงินจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง เนื่องจากนักลงทุนรอติดตามการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 29 เม.ย. ซึ่งทางกสิกรมองว่าการประชุมของเฟดนั้นอาจไม่ได้สร้างความผันผวนต่อตลาดการเงินโลกรวมทั้งค่าเงินบาทมากนัก เนื่องจากเฟดกล่าวในแถลงการณ์การประชุมครั้งก่อนหน้าแล้วว่าแทบไม่มีโอกาสในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดยังเปิดโอกาสในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเดือน มิ.ย. ขณะที่กสิกรยังมองว่าเฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือน ก.ย.
นอกจากนี้ เนื่องจากเฟดได้เผยแพร่ประมาณการเศรษฐกิจและมุมมองการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของคณะกรรมการไปในการประชุมเดือน มี.ค.แล้ว ทำให้นักลงทุนน่าจะหันไปสนใจการรายงานจีดีพีสหรัฐในไตรมาส 1/15 มากกว่า โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะชะลอตัวลงจาก 2.2% ในไตรมาส 4/14 มาที่ 1% เมื่อเทียบไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งได้รับผลกระทบจากสภาวะอากาศหนาวเย็นเป็นสำคัญ ทำให้นักลงทุนอาจชะลอการซื้อเงินดอลลาร์ออกไปก่อน
ส่วนการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทยนั้น เราคาดว่าคณะกรรมการส่วนใหญ่จะมีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.75% ตามเดิม หลังจากที่ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมครั้งก่อนหน้า โดยเรามองว่าคณะกรรมการน่าจะรอประเมินผลของการส่งผ่านนโยบายการเงินไปสู่ภาคเศรษฐกิจจริงก่อน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาภาพเศรษฐกิจไทยยังไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง
อย่างไรก็ตาม การโหวตที่ไม่เป็นเอกฉันท์ในการคงอัตราดอกเบี้ยจะยังทำให้นักลงทุนกลับมาคาดการณ์เรื่องการลดอัตราดอกเบี้ยใหม่ได้อีกครั้งในการประชุมครั้งต่อไป เนื่องจากนักลงทุนยังรอติดตามการรายงานจีดีพีของไทยในไตรมาส 1/15 ซึ่งจะรายงานช่วงกลางเดือน พ.ค. หากจีดีพีออกมาหดตัวจากไตรมาสก่อนหน้าก็อาจเป็นแรงกดดันให้ กนง.ลดอัตราดอกเบี้ยได้ สำหรับปัจจัยอื่นๆ ที่ควรติดตาม คือ รายงานอัตราเงินเฟ้อของไทย ตัวเลขเศรษฐกิจเดือน มี.ค.จาก ธปท. ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อและดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของสหรัฐ
สำหรับสัปดาห์ที่ผ่านมาสกุลเงินเอเชียส่วนใหญ่ปรับแข็งค่าขึ้น หลังช่วงสุดสัปดาห์จีนออกมาผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติม โดยการลดอัตราส่วนการกันสำรองเงินทุนธนาคารพาณิชย์ลงอีก 1% มาที่ 18.5% ซึ่งช่วยหนุนจิตวิทยาเชิงบวกให้แก่ตลาดเงินในเอเชีย ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์ในช่วงต้นสัปดาห์หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐออกมาผสมผสาน ทำให้นักลงทุนยังไม่เปลี่ยนมุมมองต่อการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งอาจเกิดขึ้นช้ากว่าที่คาด (ก่อนหน้านี้ตลาดคาดเฟดอาจขึ้นอัตราดอกเบี้ยใน
เดือน มิ.ย.)
นอกจากนี้ นักลงทุนเริ่มชาชินกับข่าวเรื่องการชำระหนี้ของกรีซมากขึ้น ทำให้สินทรัพย์เสี่ยงอย่างสกุลเงินเอเชียยังเป็นที่น่าสนใจอยู่ ขณะที่นักลงทุนชะลอการซื้อเงินดอลลาร์เพื่อเก็งกำไร อย่างไรก็ดีช่วงท้ายสัปดาห์ หลังการรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตของจีนที่ออกมาต่ำที่สุดในรอบ 1 ปี และสะท้อนการหดตัวต่อเนื่องจากระดับ 49.6 ในเดือน มี.ค.มาที่ 49.2 ในเดือน เม.ย. ค่าเงินเอเชียและค่าเงินบาทโน้มอ่อนค่าลง ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอ่อนค่ามาปิดตลาดที่ระดับ 32.53 (ณ วันศุกร์ เวลา 17.00 น.)
สำหรับค่าเงินยูโรยังได้รับแรงกดดันสำคัญจากความกังวลเรื่องแผนปฏิรูปของกรีซ ทำให้การแข็งค่าของเงินยูโรเป็นไปอย่างจำกัดในสัปดาห์นี้ โดยช่วงต้นสัปดาห์นักลงทุนคาดการณ์ว่ากรีซจะไม่สามารถบรรลุแผนการปฏิรูปได้ ซึ่งกดดันให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงไปมากที่สุดที่ระดับ 1.0658 อย่างไรก็ดีภายหลังการรายงานว่ารัฐบาลกรีซมีคำสั่งให้องค์กรภาครัฐและรัฐวิสาหกิจนำเงินสดส่วนเกินมาฝากไว้ที่ธนาคารกลางกรีซ เพื่อเป็นสภาพคล่องยามฉุกเฉินและนำมาจ่ายให้กับข้าราชการและเงินบำนาญช่วงสิ้นเดือน พ.ค. ทำให้ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวในแนวโน้มที่อ่อนค่าไปจนถึงกลางสัปดาห์
ช่วงท้ายสัปดาห์ หลังการรายงานยอดซื้อบ้านใหม่และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานของสหรัฐ ซึ่งออกมาไม่เป็นไปตามที่ตลาดคาด ค่าเงินดอลลาร์ปรับอ่อนค่าลงและหนุนให้เงินยูโรรีบาวด์ขึ้นก่อนจะเคลื่อนไหวมาปิดตลาดที่ระดับ 1.0828 ขณะที่ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวในกรอบแคบตลอดสัปดาห์ เนื่องจากเงินเยนเคลื่อนไหวตามปัจจัยจากสหรัฐเป็นหลัก เนื่องจากประเด็นจากญี่ปุ่นยังไม่มีอะไรมากนัก ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวในกรอบ 118.51-120.09 และปิดตลาดที่ 119.49 (ณ วันศุกร์ เวลา 17.00 น.)







