
อุตฯเพิ่มโควตาน้ำตาลล้านกระสอบ
กระทรวงอุตฯ เตรียมเพิ่มโควตาน้ำตาล อีก 1 ล้านกระสอบ เป็น 23 ล้านกระสอบ เพื่อแก้ปัญหาน้ำตาลขาดแคลน พร้อมเข้มงวดผู้ซื้อขนย้ายน้ำตาลออกจากโรงงานภายใน 15 วัน
กระทรวงอุตฯ เตรียมเพิ่มโควตาน้ำตาล อีก 1 ล้านกระสอบ เป็น 23 ล้านกระสอบ เพื่อแก้ปัญหาน้ำตาลขาดแคลน พร้อมเข้มงวดผู้ซื้อขนย้ายน้ำตาลออกจากโรงงานภายใน 15 วัน
นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังการหารือกับ 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย ว่า ทั้งโรงงานน้ำตาลและกระทรวงอุตสาหกรรมมีความเห็นตรงกันที่จะเพิ่มปริมาณน้ำตาลทรายโควตา ก (น้ำตาลเพื่อบริโภคในประเทศ) อีก 1 ล้านกระสอบ เป็น 23 ล้านกระสอบ จากเดิมที่เพิ่มมาแล้วที่จัดสรรเพิ่มมาแล้วที่ 22 ล้านกระสอบ โดยมอบหมายให้กองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายเป็นผู้ซื้อน้ำตาลโควตา ค (น้ำตาลเพื่อการส่งออก) กลับคืนมาเพิ่มในโควตา ก เพื่อสร้างความมั่นใจ และรักษาเสถียรภาพน้ำตาลในตลาด
สัปดาห์ก่อนนี้ได้มีการนำน้ำตาลงวดที่ 52 มาขึ้นงวดเพิ่มจากปกติ 4.03 แสนกระสอบ รวมเป็น 8.06 แสนกระสอบ ซึ่งปริมาณน้ำตาลทรายในประเทศก็ยังมีภาวะตึงตัวอยู่ในหลายพื้นที่ จึงถือโอกาสจะนำน้ำตาลงวดที่ 51 มาขึ้นงวดเพิ่มขึ้นอีกในสัปดาห์หน้า อีก 4.03 แสนกระสอบเพื่อให้มีน้ำตาลเพียงพอต่อความต้องการในประเทศ ส่งผลให้ต้องมีการเพิ่มน้ำตาลโควตา ก อีก 1 ล้านกระสอบนำมาทดแทนงวด 51และ 52 ที่จะหายไป
ทั้งนี้การเพิ่มปริมาณน้ำตาลโควตา กได้มอบหมายให้กองทุนฯ ทำหน้าที่ในการจัดซื้อน้ำตาล กลับคืนมา เนื่องจากมีการซื้อขายล่วงหน้าไปแล้วกับเทรดเดอร์ซึ่งน้ำตาลจะมีการส่งมอบล็อตสุดท้ายในช่วงเดือนก.ค.นี้โดยราคาซื้อกลับมาจะสูงกว่าราคาขายในประเทศ กองทุนฯ มีหน้าที่ในการดูแลเสถียรภาพราคาน้ำตาลทรายจึงไม่น่าจะเป็นภาระมากนัก
นอกจากนี้ ได้ให้คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ดูแลเรื่องใบขนสินค้า โดยกำหนดให้ผู้ซื้อน้ำตาลทรายต้องขนย้ายน้ำตาลทรายออกจากโรงงานภายใน 15 วัน ตามอายุของใบขนย้ายสินค้า และห้ามต่ออายุออกไปอีกนอกจากกรณีฉุกเฉิน เพื่อเร่งให้น้ำตาลออกสู่ตลาดเร็วที่สุด โดยใน 2-3 สัปดาห์นี้ปริมาณน้ำตาลที่ถูดซื้อจะเริ่มถูกระบบายออกจากโรงงานสู่ตลาดมากขึ้น
นายวิบูลย์ ผาณิตวงศ์ รองประธานกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย กล่าวว่า กองทุนน่าจะต้องใช้เงินประมาณ 70 ล้านเหรียญสหรัฐ ในการซื้อน้ำตาลโควตา ค กลับคืนมาจำนวน 1 ล้านกระสอบ โดยราคาซื้อคืนน่าจะอยู่ที่ระดับ 700 เหรียญสหรัฐต่อตัน ขณะที่ราคาที่ขายออกไปอยู่ที่ระดับ 500 เหรียญสหรัฐต่อตัน โดยกองทุนฯจะต้องรีบไปซื้อคืนจากเทรดเดอร์ก่อนที่จะมีการขนย้ายน้ำตาล
สำหรับสาเหตุที่ทำให้โรงงานขาดแคลนน่าจะมาจากครัวเรือนมีปริมาณการซื้อมากกว่าปกติ เพราะข่าวที่ออกมาว่าน้ำตาลขาดแคลนจะยิ่งเร่งการซื้อของประชาชน ตลอดจนภาคอุตสาหกรรมก็มีความต้องการใช้มากขึ้น ทำให้ความต้องการน้ำตาลในตลาดพุ่งสูงขึ้น ขณะเดียวกันการออกมาตรการคุมเข้มเรื่องราคาน้ำตาลจะยิ่งทำให้ยี่ปั๊วไม่อยากขายน้ำตาล เพราะได้กำไรน้อยลง ส่วนการลักลอบส่งออกน่าจะมีน้อย เพราะราคาไม่จูงใจพอ







