
นาโนไฟแนนซ์
โดย...บุญสน
โดย...บุญสน
เรื่องสุดฮิตในช่วงนี้ที่เพื่อนๆ ผู้บริหารสถาบันการเงินได้รับคำถามมากที่สุด คงหนีไม่พ้นเรื่องนาโนไฟแนนซ์ และต่อด้วยอีกคำถามหนึ่งเสมอ นั่นก็คือ นาโนไฟแนนซ์ ต่างจาก ไมโครไฟแนนซ์ (Micro Finance) อย่างไร ซึ่งทุกคนก็ถึงกับอึ้งเมื่อเจอคำถามที่ 2 เพราะหาคำตอบในกูเกิลไม่เจอ แต่ถ้าถูกถามให้จนมุมจริงๆ ผมก็จะตอบว่า ความแตกต่างก็จะพอๆ กับ โคคา โคล่า เทียบกับ โค้ก นั่นแหละครับ
กรณีศึกษาที่อยากเล่าให้ฟังในวันนี้ เป็นรูปแบบหนึ่งของธุรกิจไมโครไฟแนนซ์ในประเทศอินเดีย เรียกอย่างเป็นทางการว่า MFI (Micro Finance Institute) ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบของกรามีนแบงก์ในบังกลาเทศที่เน้นการช่วยเหลือกันในกลุ่มสตรี (SHG-Self Help Group) MFI นี้ เกิดขึ้นประมาณปี 1900 และเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างต่อเนื่องจนดึงดูดผู้ประกอบการรายใหม่ๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขีดสุดในช่วงปี 2005 และได้ขึ้นปกนิตยสารระดับนานาชาติ เช่น Forbes และ Business Week ก่อนที่จะเกิดวิกฤตในอีก 5 ปี
ต่อมา
ในช่วงนั้นผมได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัสในฐานะผู้ร่วมออกแบบวางระบบให้กับ FINO ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนของธนาคาร ICICI ของอินเดีย และ IFC ของ World Bank ในช่วงก่อตั้ง เพื่อทำธุรกิจให้ MFI เช่าใช้ระบบงานจึงเป็นโอกาสที่ได้ศึกษารูปแบบของธุรกิจแบบให้กู้เงินเป็นรายวัน โดยให้เงินตอนตีสามเพื่อให้ลูกหนี้นำเงินไปซื้อของเพื่อนำมาขายและชำระคืนในช่วงเที่ยงหรือบ่ายในวันเดียวกัน เหตุผลคือ แค่ช่วงข้ามคืนอาจกลายเป็นหนี้สูญได้ แถมยังมีวิธีการทำโทษลูกหนี้ที่ไม่ปฏิบัติตามสัญญาที่ไม่เหมือนใครในโลกด้วยการให้ไปยืนกลางแดดเป็นเวลา 2-3 ชั่วโมง โดยมีวงเงินกู้ต่อรายต่ำมาก เป็นการกู้ต่อรายโดยไม่ต้องผลัดกันกู้ผลัดกันค้ำ (Group Lending)
MFI ที่อินเดียมีจุดมุ่งหมายเช่นเดียวกับอีกหลายประเทศที่รัฐต้องการลดการกู้ยืมเงินนอกระบบที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง ในขณะเดียวกันธนาคารพาณิชย์ต่างๆถึงแม้ว่าจะมีธุรกรรมในลักษณะเดียวกันก็ยังไม่สามารถมีบุคลากรเพียงพอในการครอบคลุมพื้นที่และความต้องการของประชาชน (ไม่นับรวมถึงความคุ้มค่าของค่าแรงพนักงานธนาคารซึ่งให้บริการกับรายย่อยประเภทนี้) จนมาถึงจุดร่วมเมื่อธนาคารกลางได้ออกกฎและขอบเขตการดำเนินธุรกิจของไมโครไฟแนนซ์ในการจัดตั้ง MFI โดยมีแรงจูงใจที่สำคัญคือ รายได้และผลกำไรสุทธิ โดยผู้ประกอบการให้กู้สามารถประกอบการอย่างถูกต้องตามกฎหมายและมีแหล่งเงินทุนจากธนาคารพาณิชย์
ถึงแม้ว่าจะมีเงื่อนไขที่ต้องปล่อยกู้ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่กำหนด แต่ปริมาณยอดสินเชื่อที่ขยายตัวอย่างสูงจากแหล่งเงินทุนมหาศาล จึงก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมระหว่างรัฐ ธนาคารพาณิชย์ และผู้ประกอบการให้กู้ (เดิมอาจอยู่นอกระบบ) ในยุคเริ่มต้นมีกฎเกณฑ์ระบุว่าไม่สามารถรับฝากเงินได้ แต่อาจเป็นตัวแทนรับฝากของธนาคาร (BC-Business Correspondents) โดย FINO ได้นำเอาเทคโนโลยี Smart Card มาใช้ร่วมกับลายนิ้วมือของผู้กู้และเจ้าหน้าที่ทุกครั้งที่ทำรายการฝาก นอกจากนั้นยังใช้เก็บข้อมูลอื่นๆ เช่น หากผู้กู้เป็นสตรี ก็จะเก็บข้อมูลแม่และเด็ก เช่น ประวัติการฉีดวัคซีน ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาสุขอนามัยที่สำคัญ
วิกฤตไมโครไฟแนนซ์ ในช่วงปี 2010 เกิดขึ้นที่รัฐอานธรประเทศ (Andhra Pradesh) ที่อาจเปรียบได้กับเมืองหลวงของไมโครไฟแนนซ์ เนื่องจาก MFI ที่ใหญ่ที่สุด 5 อันดับได้เริ่มก่อตั้งกิจการขึ้นที่นี่ มีประชากรประมาณ 75 ล้านคน โดยมีไฮเดอราบาด (Hyderabad) เป็นเมืองหลวงและเป็นหนึ่งในศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่สำคัญ (เรามักจะได้ยินชื่อ บังกาลอร์ มากกว่า เพราะบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติจะไปลงทุนที่บังกาลอร์ซึ่งมีพื้นที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 3,000 ฟิต ทำให้อากาศค่อนข้างดีตลอดปี) เวลานั้นนับเป็นช่วงที่ธุรกิจ MFI เจริญเติบโตสูงสุดด้วยอัตราขยายตัว 80% ต่อปี (ไม่ได้พิมพ์ผิดครับ เป็นอัตราการขยายตัวอย่างน่าตกใจจริงๆ)
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกลายเป็นความโกลาหล เมื่อเกิดการปล่อยกู้ซ้ำซ้อนทำให้ผู้กู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว พร้อมทั้งมีข่าวผู้กู้ฆ่าตัวตายเนื่องจากหมดสิ้นหนทางอย่างต่อเนื่อง ความขัดแย้งระหว่างภาครัฐและ MFI ทวีความรุนแรงจนเกิดการระงับวงเงินกู้จากสถาบันการเงิน ทำให้กลไกขับเคลื่อนต่างๆ หยุดชะงัก บทสรุปหลังเหตุการณ์นั้นคือ การพัฒนาและขยายตัวของธุรกิจซึ่งมุ่งเน้นผลกำไร ทำให้รูปแบบของธุรกิจได้เปลี่ยนจากการกู้เป็นรายวัน/รายสัปดาห์ เป็นรายปี จนกระทั่งจ่ายคืนภายในระยะเวลา 5 ปีในที่สุด จากการกู้เพื่อการค้าขาย กลายเป็นการกู้เพื่ออุปโภคบริโภค จากการทำโทษลูกหนี้ด้วยการให้ไปยืนกลางแดด เป็นการขู่เอาชีวิตจากยอดเงิน 2,000 รูปี เป็น 3.5 หมื่นรูปี เมื่อเป็นการกู้ในครั้งแรก และเพิ่มวงเงินเป็น 5 หมื่นรูปีในการกู้รอบต่อไป
และจากการที่ MFI สามารถเป็นเพียง BC ในการรับฝากเงินแทนธนาคารก็ได้มีการอนุญาตให้รับฝากเงิน ส่วนมูลเหตุที่สำคัญที่สุดมักจะพูดกันถึงการให้ผลตอบแทนจูงใจกับเจ้าหน้าที่ของ MFI ซึ่งมีอัตราค่อนข้างสูงทำให้เป็นการเร่งเป้าหมายสินเชื่อมากกว่าการช่วยเหลือประชาชนผู้ด้อยโอกาส บทเรียนของอดีตคงเป็นสิ่งที่เราควรต้องศึกษาและนำมาป้องกันกงล้อประวัติศาสตร์ที่พร้อมหมุนกลับมาได้ตลอดเวลา
ในประเทศไทย ต้นแบบของไมโครไฟแนนซ์ คงหนีไม่พ้นที่จะยกตัวอย่างธนาคารประชาชนของธนาคารออมสิน ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในปี 2544 ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีการขยายธุรกิจไปอย่างก้าวกระโดดในช่วง 14 ปีที่ผ่านมา แต่ก็ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับครอบครัวนับไม่ถ้วน ทำให้สามารถสร้างอนาคตทั้งของตัวเองและลูกหลานมีการศึกษาเพียงพอที่จะมีภูมิคุ้มกันกับความยากจน







