"อุ๋ย" นำทีมรมต.แจงศก.ไทยยังแข็งแกร่ง
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร พร้อมรมว.อุตสาหกรรม รมว.เกษตร ร่วมแจงผลงาน 6 เดือนด้านเศรษฐกิจ ชี้ไทยยังแข็งแกร่ง เชื่อไตรมาสแรกขยายตัว 3%
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร พร้อมรมว.อุตสาหกรรม รมว.เกษตร ร่วมแจงผลงาน 6 เดือนด้านเศรษฐกิจ ชี้ไทยยังแข็งแกร่ง เชื่อไตรมาสแรกขยายตัว 3%
เมื่อวันที่ 17 เม.ย. ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี, นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รมว.อุตสาหกรรม และ นายปิติพงษ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรฯ ได้มาร่วมรายงานความคืบหน้าด้านเศรษฐกิจของประเทศในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ในรายการคืนความสุขให้คนในชาติที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร นำรัฐมนตรีที่ดูแลด้านเศรษฐกิจมาร่วมชี้แจงผลการดำเนินงานผ่านทางโทรทัศน์
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ขณะที่รัฐบาลนี้เข้ามารับงานเศรษฐกิจชะลอตัวมากจึงเร่งเศรษฐกิจด้วยการเร่งการใช้จ่ายงบประมาณอกเป็นอันดับแรกและเร่งทำงานทุกกระทรวงให้ดี ให้เร็ว จนสามารถทำให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มจาก 0.6% เป็น 2.3% ได้ในไตรมาสที่ 4
"พระเอกที่ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวจริงๆมี 3 ปัจจัย คือ 1. การใช้จ่ายภาครัฐ หมายถึงรายจ่ายประจำที่เบิกงบประมาณไปนั่นเอง โดยเร่งจ่ายงบประมาณใน 3 เดือนนี้มากจนทำให้ขยายตัวสูงกว่า 3 เดือนเดียวกันของปี 2556 ถึง 5.5% ตัวนี้เป็นตัวที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มาก 2.คือการลงทุนภาคเอกชน ที่เรานึกว่าไม่ได้ขยายตัว แต่แท้ที่จริงแล้ว การลงทุนภาคเอกชนในไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้วนั้นสูงถึง 4% ซึ่งในเศรษฐกิจขณะนี้ถือว่าสูงมากทีเดียว 3.การส่งออกบริการ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือการท่องเที่ยว รายได้จากการท่องเที่ยวหรือการส่งออกบริการนั้นสูงเพิ่มถึง 11.4% ซึ่งทั้ง 3 ปัจจัยเป็นสิ่งที่ช่วยทำให้เศรษฐกิจในไตรมาส 4 ของปีที่แล้ว ขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 2.3%"ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว
ขณะที่ไตรมาสแรกปีนี้ การลงทุนภาครัฐ คือโครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสร้างถนน สร้างโรงเรียน สร้างโรงพยาบาล อันนี้เริ่มมาเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจตัวสำคัญในไตรมาสที่ 2 โตเพิ่มขึ้นถึง 5% การลงทุนเอกชนยังคงขยายตัวต่อไปในอัตรา 4% ซึ่งถือว่าดีที่เดียวสำหรับโลกที่ชะลอตัว และปัจจัยที่เพิ่มมากที่สุดแม้จะฐานเล็กหน่อยก็คือการส่งออกบริการซึ่งส่วนใหญ่ก็คือการท่องเที่ยวรายได้เพิ่มขึ้นถึงประมาณ 15%
"ตัวเลขของไตรมาสที่ 2 นี้ ผมได้จากตัวเลขจริงของเดือนมกรา และกุมภาพันธ์ และผมประมวลเหตุการณ์เดือนมี.ค. ใส่เข้าไปเป็นการประมาณการที่ถือว่าใกล้เคียงที่สุด แม้ว่าการส่งออกจะติดลบถึง 4% นะครับ อันนี้ทุกคนก็ใจหายพอสมควรเพราะว่าการส่งออกเราไม่ได้หดตัวมานานแล้ว ในปีที่แล้วก็ประมาณ ใกล้ๆ 0% เท่านั้นเอง เพิ่ม 1% ด้วยซ้ำไป แต่ปีนี้การส่งออก 2 เดือนแรกนี้เฉลี่ยประมาณ 4% นิดๆครับ เมื่อรวม 3 เดือนแล้วจะหดตัวถึง 4% แต่เนื่องจากการลงทุนภาครัฐก็ดี การลงทุนเอกชนก็ดี และการส่งออกบริการก็ดี เพิ่มสูงมาก ก็ดุลยชดเชยการส่งออกสินค้าที่ลดลงไปได้ โดยรวมแล้วเชื่อว่าทำได้สูงกว่า 3%"ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว
ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวว่า เศรษฐกิจของไทยนั้นถึงแม้ว่าการส่งออก ไม่ขยายตัวเพราะโลกชะลอตัว เศรษฐกิจประเทศจีนซื้อสินค้าจากไทยลดลงมากถึง 11% เศรษฐกิจจากยุโรปก็ซื้อสินค้าลดลง ญี่ปุ่นก็ซื้อสินค้าลดลง อาเซียนเองก็ลดลง คงยังมีอเมริกาที่เพิ่มขึ้นได้ เชื่อว่าพอถึงไตรมาสถัดไปเนื่องจากจีน ยุโรป ได้กระตุ้นเศรษฐกิจก็น่าจะกลับมาซื้อมากขึ้น
"ยอดการส่งออกคงไม่น่าจะลดลงอีกต่อไป แล้วปัจจัยอื่นๆ เช่นการลงทุนภาคเอกชน การลงทุนภาครัฐ ยังขยายตัวต่อไปและการท่องเที่ยวก็น่าจะขยายตัวต่อไป เนื่องจากมีแรงส่งจากนักท่องเที่ยวจากยุโรป อเมริกา อันเนื่องจากการที่ยกเลิกกฎอัยการศึกไปแล้ว สิ่งเหล่านี้ทำให้เชื่อได้ว่าเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ของปีนี้ และไตรมาส3 ของปีนี้ น่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นจากที่เป็นอยู่ ในไตรมาสแรก"ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว
ด้าน นายจักรมณฑ์ กล่าวว่า ตั้งแต่เดือนพ.ค.ปที่แล้วมาจนถึงมี.ค.ปีนี้ภาคอุตสาหกรรมขยายตัวพอสมควร เช่น เรื่องของโครงการที่มายื่นขอ รง. 4 หรือโรงงาน 4 ปรากฏว่า มีถึง 5,000 โครงการ คิดเป็นเงินทุนประมาณ 5.5แสนล้านบาท และขณะนี้มีโรงงานที่มาแจ้งเปิดกิจการดำเนินงานแล้ว 3,500 แห่ง คิดเป็นเงินลงทุน 3.5 แสนล้านบาท เกิดการจ้างงาน 1.3 แสนคน ซึ่งยังไม่รวมตัวเลขของการนิคมอุตสาหกรรม
"ผมยังไม่ได้รวมโครงการที่ต้องมาขออนุญาตนะครับ อาชญาบัตร ประทานบัตร ที่เกี่ยวกับเรื่องเหมืองแร่ กรณีนี้ก็มีคนมายื่นขอประทานบัตรและ เราเซ็นอนุมัติไปแล้ว 195 รายในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา คิดเป็นเงินลงทุน 44,000 ล้านบาท เราก็คำนวณแล้วว่าแร่ที่ออกมาจากการอนุมัติไปนี้ ประมาณ 2 แสนกว่าล้าน ก็จะต่อเป็นอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่างๆ"นายจักรมณฑ์กล่าว
นายจักรมณฑ์กล่าว สรุปว่าตัวเลขการลงทุนในช่วงที่ผ่านมาคือ 4 แสนล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะลงทุนในอุตสาหกรรมการเกษตร การแปรรูปอาหาร และ เครื่องดื่ม รองลงมาคือ ชิ้นส่วนรถยนต์ พลังงาน เช่น โรงไฟฟ้า และอุตสาหกรรมเคมี ซึ่งคิดว่าภาคอุตสาหกรรมรวมทั้งเหมืองแร่ต่างๆ ก็เป็นตัวที่สร้างจีดีพีและสร้างรายได้ให้กับประชาชนพอสมควร ถ้าดูในด้านจ้างงาน
อย่างไรก็ตามยอมรับว่าก่อนหน้านี้กระบวนการอนุมัติโครงการมีปัญหาติดขัดพอสมควร แต่หลังจากที่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารก็ได้พยายามแก้ไข การขอใบอนุญาตก็กำหนดเวลาชัดเจน เช่น กรณีโรงงานถายใน 30 วัน เหมืองแร่ 45 วัน มาตรฐานสินค้าไม่เกิน 23 วัน ทำให้หลังวันที่ 22 พ.ค.ปีที่แล้ว มีจำนวนโครงการที่ได้รับการอนุมัติมาก
นายปิติพงษ์ กล่าวว่า หลังรัฐบาลชุดนี้เข้ามาทำงานก็พบว่า ปัญหาหลักเรื่องภาคการเกษตรอยู่ที่ราคาสินค้าเกษตรอันแรกก็คือข้าว เพราะเรามี สต๊อค ประมาณ 18 ล้านตันอยู่ แล้วก็สต๊อค ที่เกิดขึ้นมานี้ เกิดจากการประกันราคาข้าว ซึ่งเวลาตลาดโลกนี่มันปรับตัวของมันเองนี่ ราคาข้าวจริงๆ แล้วทำให้รู้สึกว่า ต่ำกว่าราคาที่ประกันไว้มากพอสมควร ส่วนยางพาราเป็นเรื่องของการปรับตัวของราคาน้ำมัน เพราะว่าการที่น้ำมันลดลงทำให้ราคาของยางพาราลดลงตาม ซึ่งรัฐบาลได้ใช้มาตรการหลายอย่างเข้าไปเสริมในแง่ของรายได้ ของผู้ที่ผลิตข้าวและผู้ที่ผลิตยางพารา ซึ่งเป็นเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศ
มาตรการแรกที่เข้าไปดำเนินการเกี่ยวกับข้าว คือ การเข้าไปช่วยเหลือรายได้ของเกษตรกรโดยตรง อันนี้ไม่ใช่เรื่องของการประกันราคาแล้ว เป็นเรืองเข้าไปช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่พอจะอยู่ได้โดยให้ครัวเรือนละประมาณ 1,000 บาท ไร่ละ 1,000 บาท แต่เราไปคิดว่าแต่ละครัวเรือนนี่มีการถือครองอยู่ในระดับเท่าใด ซึ่งอันนี้ก็ได้ดำเนินการมาถึงเดือนมี.ค. จ่ายเงินไป 38.8 ล้านบาท 38,000 ล้านบาทจ่ายให้กับครัวเรือนประมาณ 3 ล้าน 5 แสนครัวเรือน
ส่วนที่เหลือก็มีปัญหาในเรืองของการถือครองที่ดินบ้าง เรื่องหลักฐานต่างๆ บ้าง ซึ่งจากการสำรวจก็ปรากฏว่า เกษตรกรจำนวนมากก็พึงพอใจ แต่ส่วนหนึ่งก็เห็นว่าควรจะจ่ายเพิ่ม ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ ในการดำเนินการ เราต้องรู้ว่าในที่สุดแล้ว ภาระกับรัฐบาลมีมากน้อยแค่ไหน แล้วก็เกษตรกรจะอยู่ได้ด้วยความช่วยเหลือขนาดไหน นอกจากนั้นแล้วก็มีมาตรการทางอ้อมอื่นๆ เช่นทางด้านของการจ้างงาน ก็มีการจ้างแรงงานถึง 38,000 ราย เพื่อที่จะปรับปรุงระบบการชลประทาน ที่จะนำน้ำไปสู่พื้นที่ของเกษตรกร มีการฝึกอบรมส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตร แล้วก็มีการสนับสนุนให้มีการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ซึ่งไม่ใช้น้ำมาก ประมาณ 142,000 ไร่ทั้งหมดนี้ก็เป็นมาตรการที่ พยายามที่จะช่วยเหลือชาวนาในเรื่องของราคาพืชผลตกต่ำ
มาตรการหลักอีกประการที่ได้ดำเนินการไปแล้วคนให้ความสนใจคือมาตรการที่จะช่วยเหลือบริเวณที่มีภัยแล้งซ้ำซาก โดยใช้เงินเข้าไปในตำบลต่างๆ 3,051 ตำบลนี่ เพื่อให้เกษตรกรได้คิดอ่านที่จะดำเนินอาชีพของตนเอง ทั้งในส่วนของเรื่องการปรับปรุงพื้นที่ การปรับปรุงอาชีพ การปรับปรุงผลิตภัณฑ์ ก็ปรากฏว่าขณะนี้ได้จ่ายเงินไปแล้วนี่ 6,590 กว่าโครงการ 3 พันกว่าล้านบาท และเมื่อดูสถิติพบว่า 51% ของตำบลเหล่านี้ ต้องการที่จะเอาเงินเหล่านี้ไปทำเรื่องพัฒนาแหล่งน้ำของตัวเอง ซึ่งก็หมายความว่า คนในพื้นที่จะใช้แรงงานเพื่อให้ได้น้ำมาเพื่อไปเพาะปลูกในปีต่อไป
ส่วนการแก้ปัญหายางพารารัฐบาลได้พยายามอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง ไร่ละ 1,000 บาทและก็จ่ายไปแล้ว 767,000 ครัวเรือน เป็นเงิน 7 พันกว่าล้านบาท รวมทั้งพยายามให้สหกรณ์ได้มีบทบาทในการที่จะช่วยเหลือราคายางพาราด้วยการให้เงินกู้หมุนเวียนเพื่อซื้อยางพาราแก่สถาบันเกษตรกร วงเงินหมื่นล้านบาท เบิกไปแล้ว สามพันกว่าล้านบาท
สินเชื่อที่สำคัญมากที่สุดในขณะนี้เป็นสินเชื่อเพื่อการปรับโครงสร้างระยะยาว คือเราได้ขอสินเชื่อในวงเงิน หมื่นล้านบาท รายละไม่เกิน 1 แสนบาท เพื่อที่จะให้เกษตรกรได้ปรับโครงสร้างการผลิตของตัวเอง เป็นการเกษตรแบบผสมผสาน เพราะยางพาราเวลาขึ้นจะขึ้นสูงมากและก็ลงต่ำมากได้เหมือนกัน ในช่วงนั้นเกษตรกรจะสร้างความมั่นคงให้กับรายได้อย่างไรนี่เป็นเรื่องที่เราเปิดกว้างมาก ซึ่งเกษตรกรนี่ได้ยื่นขอกู้ถึง 1.1 แสนราย ขณะนี้ ธกส. อนุมัติจ่ายเงินไปแล้ว 27,000 ราย ก็ได้เร่ง ธกส. ไปแล้ว
ด้านประมง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกุ้งที่เคยส่งออก 5 แสน ตัน/ ปี นี่ เดิมลดลงเหมือประมาณ 1 แสนตัน เนื่องจากเป็นโรคตายด่วน ขณะนี้ก็ปรับขึ้นไปได้ 3 แสนตัน/ปี ก็เป็นส่วนที่อาจจะช่วยได้ ในฤดูกาลต่อไป
"ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น ในช่วงระยะเวลาต่อไปนี่เราคงจะต้องมีการปรับโครงสร้าง ในการพัฒนาการเกษตรให้มากยิ่งขึ้นกว่านี้ เพื่อทำให้ความมั่นคงในแง่ของรายได้ของเกษตรกรมากขึ้น"นายปิติพงษ์ กล่าว
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า ภาพเศรษฐกิจโดยรวมนั้น ถึงแม้ว่า ยอดการส่งออก จะติดลบอยู่ 2 เดือนแรก หรือ3 เดือนแรก ก็ตาม แต่เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยยังแข็งแรงพอควร แม้การส่งออกจะติดลบถึง 4% ใน 3 เดือนแรก การเพิ่มขึ้นของปัจจัยอื่น ได้มีส่วนช่วยทำให้เศรษฐกิจของไทย ใน 3 เดือนแรกนี้น่าจะขยายตัวได้ 3% ขึ้นไปครับ เชื่อว่าในไตรมาสถัดไป เมื่อการส่งออกกลับมาปกติแล้ว ปัจจัยอื่นๆ จะช่วยให้เศรษฐกิจกลับมาขยายตัวดีขึ้น







