
มอบ‘ทอท.-บินไทย’ลุยนิคมฯ
พล.อ.อ.ประจิน สั่งเร่งเคาะพื้นที่ตั้งนิคมอุตสาหกรรมการบินให้เสร็จสิ้นปีนี้ เล็งให้ “ทอท.-การบินไทย” เป็นผู้ลงทุน
พล.อ.อ.ประจิน สั่งเร่งเคาะพื้นที่ตั้งนิคมอุตสาหกรรมการบินให้เสร็จสิ้นปีนี้ เล็งให้ “ทอท.-การบินไทย” เป็นผู้ลงทุน
พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมการบินและศูนย์ซ่อมอากาศยาน ว่า ขณะนี้กระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างการพิจารณาเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมจาก 4 แห่ง ได้แก่ พื้นที่ จ.นครราชสีมา บริเวณอู่ตะเภา บริเวณดอนเมือง และพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ โดยจะต้องสรุปการคัดเลือกพื้นที่ให้ได้ภายในปีนี้
รมว.คมนาคม ชี้แจงว่า เดิมมีการเสนอความเห็นมาว่า พื้นที่ จ.นครราชสีมา และพื้นที่สนามบินอู่ตะเภา มีความพร้อม แต่เมื่อศึกษารายละเอียดแล้วพบว่ามีข้อจำกัดอยู่ จึงสั่งการให้ไปศึกษาเพิ่มเติมในพื้นที่บริเวณท่าอากาศยานดอนเมือง และบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ
พล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่า ขณะนี้พบว่าพื้นที่บริเวณสนามบินสุวรรณภูมิมีจุดแข็งมากที่สุด เพราะมีพื้นที่ว่างอยู่จำนวนมาก จึงอาจให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) ซึ่งมีรายได้ของตัวเองไปร่วมกับบริษัท การบินไทย ในการตั้งศูนย์ซ่อมอากาศยานขึ้นมา แต่ถ้าเลือกพื้นที่บริเวณท่าอากาศยานดอนเมือง ก็อาจจะให้ ทอท.เป็นผู้ลงทุนเป็นหลัก
“ตอนนี้ได้มอบหมายให้นายวรเดช หาญประเสริฐ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการศึกษาคัดเลือกพื้นที่ทั้ง 4 แห่งที่เป็นตัวเลือก แต่ในใจผมคิดว่าจะต้องสรุปและเลือกที่ตั้งนิคมอุตสาหกรรม การบินให้ได้ในสิ้นปีนี้ และในวันที่ 27 เม.ย.นี้ จะติดตามความคืบหน้าอีกครั้ง” พล.อ.อ.ประจิน กล่าว
นายวรเดช กล่าวว่า ในเบื้องต้นบริษัทที่ปรึกษาได้ส่งข้อมูลมาว่าควรพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานที่สนามบินอู่ตะเภา เป็นอันดับแรก แต่เห็นว่าข้อมูลที่เสนอมายังไม่ชัดเจนเพียงพอ จึงสั่งให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ไปกำชับให้ที่ปรึกษาจัดทำข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องปัจจัยความสำเร็จของแต่ละพื้นที่ และให้ทำสรุปข้อดีข้อเสียมาให้ชัดเจนอีกครั้ง
นายวรเดช กล่าวว่า หลักเกณฑ์การคัดเลือกพื้นที่ตั้งนิคมอุตสาหกรรมการบิน ประกอบด้วย 1.ความยาวทางวิ่ง 2,100 เมตร 2.ความพร้อมของสาธารณูปโภค 3.พื้นที่ว่างสนามบิน และ 4.ความพร้อมด้านระบบโลจิสติกส์ ซึ่งผลการศึกษาระบุด้วยว่า กิจกรรมที่เหมาะสมกับไทยจะเป็นกิจกรรมการซ่อมบำรุงโครงสร้างอากาศยาน ซ่อมบำรุงเครื่องยนต์ ผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน
สำหรับแผนธุรกิจนิคมอุตสาห กรรมการบินเบื้องต้น ประกอบด้วย งานซ่อมบำรุงลำตัวเครื่องบิน งานซ่อมบำรุงเครื่องยนต์ ซ่อมบำรุงชิ้นส่วนอากาศยาน รับจ้างผลิตชิ้นส่วนอากาศยานตามสัญญาจ้างของผู้ผลิตรายใหญ่ เป็นต้น ซึ่งสามารถแบ่งระยะการพัฒนาออกเป็น 3 ระยะ
ระยะแรก ก่อสร้างระหว่างปี 2559-2561 เปิดให้บริการปี 2562 พื้นที่รวม 62.5 ไร่ ประกอบด้วย โรงจอดอากาศยาน โรงซ่อมเครื่องยนต์ สามารถรองรับงานซ่อมบำรุงอากาศยานได้ปีละ 60 ลำ
ระยะที่ 2 ก่อสร้างระหว่างปี 2564-2566 และเปิดให้บริการปี 2567 พื้นที่เพิ่มเติม 62.5 ไร่ สามารถรองรับงานซ่อมบำรุงอากาศยานได้เป็นปีละ 120 ลำ
ระยะที่ 3 ก่อสร้างระหว่างปี 2569-2571 และเปิดให้บริการปี 2572 พื้นที่เพิ่มเติม 62.5 ไร่ สามารถรองรับงานซ่อมบำรุงอากาศยานได้เป็นปีละ 180 ลำ
“พื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรมการบินไม่จำเป็นต้องตั้งติดอยู่กับท่าอากาศยาน แต่จำเป็นต้องมีการเชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมที่ดี เนื่องจากระยะแรกมีจำนวนการผลิตชิ้นส่วนไม่มาก ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยงและภาระในการลงทุนอาจพัฒนาพื้นที่ภายในนิคมอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในระยะแรกก่อน อาทิ นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้, ปิ่นทอง 3, เหมราช จ.ชลบุรี, อู่ตะเภา, ระยอง, อาร์ ไอ แอล จ.ระยอง และเอเชีย จ.ระยอง ซึ่งจากการศึกษาได้จัดอันดับนิคมอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพอันดับแรก คือ นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ รองลงมา นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง 3” นายวรเดช กล่าว
ทั้งนี้ ในการศึกษาปริมาณความต้องการซ่อมบำรุงอากาศยาน พบว่าจะมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมระหว่างปี 2558-2567 มูลค่าสูงถึงประมาณ 3.5 แสนล้านบาท มีอัตราเติบโตในปี 2558 ประมาณ 6.4% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2.54 หมื่นล้านบาท







