
รับแข่งดุสินเชื่อเอสเอ็มอี
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
หากจับทิศทางการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล จะเห็นว่าการเร่งปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอ็สเอมอี) ถือเป็นวาระต้นๆ ที่รัฐบาลนี้มุ่งจะให้เกิดแรงกระเพื่อมขึ้นในระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นกระดูกสันหลังของระบบเศรษฐกิจประเทศ และเป็นแหล่งการจ้างงานขนาดใหญ่ที่สุด ซึ่งเป็นลักษณะคล้ายคลึงกันทั่วโลก ที่ทำให้ทุกรัฐบาลไม่อาจละเลยผู้ประกอบการรายย่อยได้
ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการที่เป็นเอสเอ็มอีมากกว่า 2.75 ล้านราย มีการจ้างงานกว่า 11.7 ล้านคน คิดเป็น 80.4% ของการจ้างงานทั้งหมด มีมูลค่าประมาณ 4.2 ล้านล้านบาท คิดเป็น 37% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)
อย่างไรก็ดี การใช้วิธีการให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจ หรือธนาคารรัฐ เป็นตัวอัดสินเชื่อเข้าสู่ระบบในรอบนี้ อาจไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่คาดหวังไว้ เพราะแบงก์รัฐยังติดปัญหาหลายเรื่อง ซึ่งนอกจากจะไม่สามารถแข่งขันในเรื่องดอกเบี้ยและความคล่องตัวในการอนุมัติสินเชื่อเมื่อเทียบกับธนาคารพาณิชย์แล้ว ยังพบว่าขณะะนี้ธนาคารพาณิชย์ได้ปรับยุทธศาสตร์ลดไซส์ปล่อยกู้ลงมาแข่งกับแบงก์รัฐกันแล้ว
จากที่เป็นเจ้าตลาดในการปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการรายใหญ่และรายกลางของประเทศ ธนาคารพาณิชย์ยังเตรียมลงมาเจาะตลาดเอสเอ็มอีรายย่อย หรือไซส์ XS ที่เป็นกลุ่มลูกค้าเดียวกับแบงก์รัฐโดยเฉพาะ เช่น ธนาคารกสิกรไทย ออกสินเชื่อตั้งต้นธุรกิจ สินเชื่อแฟรนไชส์ สินเชื่อไม่มีหลักประกัน ในขณะที่ธนาคารทหารไทย มีสินเชื่อเพิ่มพลัง SME สินเชื่อเอสเอ็มอีขนาดเล็ก (Small SME) และธนาคารกรุงศรีอยุธยา มีสินเชื่อ SME กู้ง่าย ได้สูงสุด 3 เท่า สินเชื่อ Quick Loan และสินเชื่อพร้อมให้ ไม่ใช้หลักทรัพย์ เป็นต้น
แบงก์รัฐเองก็ยังมีจุดอ่อนหลายเรื่องที่ถูกจำกัดการให้ความช่วยเหลือจากนโยบายรัฐ ยกตัวอย่างกรณีธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ขณะนี้ยังไม่ได้รับไฟเขียวอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (ซูเปอร์บอร์ด) ให้ปลดล็อกปล่อยกู้ลูกหนี้รายที่เกิน 15 ล้านบาท แต่กลับถูกกำหนดเป้าสินเชื่อปีนี้ไว้สูงถึง 4 หมื่นล้านบาท
ด้านธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ แม้จะถูกตั้งเป้าสินเชื่อปีนี้กว่าหมื่นล้านบาท แต่จากจำนวนสาขาที่มีอยู่เพียง 10 สาขา ทำให้การเจาะกลุ่มลูกค้าส่งออก โดยเฉพะลูกค้าส่งออกที่เป็นเอสอ็มอีซึ่งกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ยิ่งทำได้ยากมากขึ้น เมื่อได้รับโจทย์ให้ปล่อยกู้เอสเอ็มอีตามแนวชายแดนเพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่จะเกิดขึ้นในปลายปี 2558
นอกจากนี้ เอ็กซิมแบงก์และเอสเอ็มอีแบงก์ยังมีปัญหาเรื่องต้นทุนทางการเงิน เพราะไม่สามารถรับฝากเงินจากประชาชนได้ ทำให้เสียเปรียบเรื่องดอกเบี้ยแพงกว่าแบงก์อื่น และกรณีที่ยอมลดดอกเบี้ยลงก็ส่งผล
กระทบต่อเป้าหมายหารายได้ที่มีอยู่น้อยแล้วให้ยิ่งน้อยลงไปอีก
ด้านธนาคารออมสิน ที่มีสาขามากกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ ได้ดำเนินโครงการปล่อยกู้ลดความเหลื่อมล้ำ แก้จนไปแล้ว 4 โครงการ ลุยช่วยทั้งพ่อค้าแม่ค้า รากหญ้า ยันมนุษย์เงินเดือน มีวงเงินรวม 3.5 หมื่นล้านบาท แต่ก็กำหนดเพดานปล่อยกู้ไว้ไม่เกิน 2 แสนบาท/ราย
นอกจากนี้ แบงก์รัฐทั้งหมดยังถูกกระทรวงการคลังสั่งให้รับบทปล่อยกู้เพื่ออุดช่องโหว่ในกลุ่มที่แบงก์พาณิชย์ไม่ยอมให้สินเชื่อ ซึ่งหมายถึง “กลุ่มที่มีความเสี่ยง” แต่ในขณะเดียวกัน แบงก์รัฐกลับยังถูกใช้ตัวชี้วัดพิจารณาในการปล่อยกู้ว่า ต้องไม่ทำเกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เพิ่มขึ้น จากเดิมที่หลายแบงก์ต้องพยายามลดจำนวนเอ็นพีแอลลงอยู่แล้ว ทำให้แบงก์รัฐต้องคัดลูกหนี้เกรดเอที่มีคุณภาพ มีผลดำเนินงานดี ไม่ติดเครดิตบูโรเป็นพิเศษ แม้ว่าตามสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ลูกหนี้เกรดเอแทบจะไม่เหลือรอดไปถึงมือแบงก์รัฐแล้ว จึงนับเป็นความย้อนแย้งที่น่าเหนื่อยใจไม่น้อยในปีนี้
ปัญหาเหล่านี้จึงน่าจะเป็นโจทย์สำคัญที่รัฐบาลและกระทรวงการคลังต้องเร่งเข้าไปแก้ปลดล็อกให้แบงก์รัฐ ทั้งเรื่องตัวชี้วัดที่เข้มงวดเกินไป และเรื่องของต้นทุนทางการเงิน เพื่อให้แบงก์รัฐสามารถเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ทรงประสิทธิภาพมากกว่านี้ โดยที่ไม่ก่อปัญหาเป็นภาระทางการคลังตามมาในภายหลังเช่นกัน







