
คุมรูดปรื๊ดขูดดอก
งัดพรบ.บัตรเครดิตคุมต้นทุน รมว.คลังเข้มออกใบอนุญาต
โพสต์ทูเดย์
— กรณ์ยื่นดาบ ธปท.คุมธุรกิจบัตรเครดิต เตือนดอกเบี้ยนโยบายลง ต้องลดตามทันทีนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยว่า เมื่อร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบธุรกิจบัตรเครดิต พ.ศ. ... มีผลบังคับใช้แล้ว ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่ดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงิน หรือไม่ใช่สถาบันการเงิน (นันแบงก์) ต้องมารายงานตัวต่อกระทรวงการคลังเพื่อขอใบอนุญาต ส่วนผู้ประกอบการรายใหม่ก็สามารถขออนุญาตได้เช่นกัน
“
ต่อไปจะทำธุรกิจนี้จะเป็นธุรกิจเฉพาะ คือทำได้เฉพาะคนที่มีใบอนุญาตเท่านั้น ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กำหนดร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลังกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)” นายกรณ์ กล่าวรมว.คลัง กล่าวว่า ร่างกฎหมายไม่ได้มีการกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยไว้ โดยมอบอำนาจให้ ธปท.ไปกำหนดตามความเหมาะสมในแต่ละช่วงหรือจังหวะ
อย่างไรก็ดี ในประเด็นเรื่องอัตราดอกเบี้ยนั้น กระทรวงการคลังเคยสอบถามไปที่ ธปท. ว่า เหตุใดเมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลง แต่อัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตกลับไม่ได้ลดลงด้วย ทั้งๆ ที่ต้นทุนของผู้ประกอบการลดลง ซึ่งเรื่องนี้ผู้มีอำนาจกำกับดูแลต้องสามารถชี้แจงได้ และต้องมีความยุติธรรมต่อผู้ใช้บริการ
ทั้งนี้ การกำหนดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตควรอยู่ในระดับที่ทำให้ผู้ประกอบการสามารถให้บริการกับกลุ่มลูกค้าที่มีความเสี่ยงได้ ไม่เช่นนั้นหากประชาชนกลุ่มนี้ไม่มีทางเลือก ที่จะมาใช้บริการในระบบก็ต้องออกไปกู้นอกระบบ และจะส่งผลเชิงลบเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจตามมา
ปัจจุบัน ธปท.กำหนดอัตราดอกเบี้ยรวมค่าธรรมเนียมที่จะคิดบริการจากผู้ถือบัตร ต้องไม่เกิน 20%
“
ผู้ประกอบการไม่ใช่ว่าจะต้องคิดดอกเบี้ยกับลูกค้าทุกราย ลูกค้าแต่ละรายก็มีหลายอัตรา เช่น ลูกค้าชั้นดีก็อาจจะกำหนดดอกเบี้ยในอัตราต่ำกว่า หรือลูกค้าที่มีระดับรายได้ที่ไม่ได้สร้างความเชื่อมั่นเพียงพอ ก็อาจจะเก็บอัตราที่ใกล้กับเพดานมากกว่า แต่อย่างน้อยที่สุด ก็ยังเป็นอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม เมื่อรวมกันแล้วต่ำกว่าเงินกู้นอกระบบ” นายกรณ์ กล่าวทั้งนี้ หลังร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจบัตรเครดิต พ.ศ. ... ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. จะเสนอเข้าสู่ขั้นตอนของคณะกรรมการกฤษฎีกา หากดำเนินการได้เร็วจะเสนอสภาผู้แทนราษฎรได้ทันสมัยประชุมหน้า
ปัจจุบันจำนวนบัตรเครดิตมี 13.5 ล้านใบ แบ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ไทยจำนวน 5.3 ล้านใบ สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศในไทย 1.34 ล้านใบ และนันแบงก์ 6.8 ล้านใบ
มียอดสินเชื่อคงค้าง ณ เดือน เม.ย. 2553 รวมกันทั้งสิ้น 1.84 แสนล้านบาท มีปริมาณการใช้จ่ายรวม8 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นปริมาณการใช้จ่ายในประเทศ 5.8 หมื่นล้านบาท ปริมาณการใช้จ่ายในต่างประเทศรวม 4,800 ล้านบาท และการเบิกจ่ายเงินสดล่วงหน้า 1.7 หมื่นล้านบาท







