
การเก็บค่าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก ทำเกินไปหรือเปล่า
.....เดชา กิตติวิทยานันท์
มีพี่น้องประชาชนจำนวนหนึ่งร้องเรียนเกี่ยวกับการที่ไม่สามารถชมการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกผ่านจานดาวเทียมระบบซีแบนด์ได้ หรือที่เรียกว่า จานดำ ซึ่งมีผู้ได้รับความเดือดร้อนประมาณ 12 ล้านจานทั่วประเทศ ที่ไม่สามารถรับชมการแข่งขันฟุตบอลโลกในครั้งนี้ได้ บริษัท อาร์เอส ในฐานะตัวแทนลิขสิทธิ์แจ้งว่า เป็นไปตามเงื่อนไขที่ตกลงกับสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) ต้องปฏิบัติตามเช่นนั้นเหมือนกันทั่วโลก
ผู้ชมหลายท่านมีความสงสัยว่า กฎหมายลิขสิทธิ์คุ้มครองเจ้าของลิขสิทธิ์มากน้อยเพียงใด พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 15 บัญญัติไว้ว่า ภายใต้บังคับมาตรา 9 มาตรา 10 และมาตรา 14 เจ้าของลิขสิทธิ์ย่อมมีสิทธิแต่ผู้เดียวดังต่อไปนี้
(1) ทำซ้ำหรือดัดแปลง
(2) เผยแพร่ต่อสาธารณชน
(3) ให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ และสิ่งบันทึกเสียง
(4) ให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น
(5) อนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิตาม (1) (2) หรือ (3) โดยจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดหรือไม่ก็ได้ แต่เงื่อนไขดังกล่าวจะกำหนดในลักษณะที่เป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรมไม่ได้
การพิจารณาว่าเงื่อนไขตามวรรคหนึ่ง (5) จะเป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรมหรือไม่ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา 16 ในกรณีที่เจ้าของลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ ได้อนุญาตให้ผู้ใดใช้สิทธิตามมาตรา 15 (5) ย่อมไม่ตัดสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ที่จะอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธินั้นได้ด้วย เว้นแต่ในหนังสืออนุญาตได้ระบุเป็นข้อห้ามไว้
มาตรา 17 ลิขสิทธิ์นั้นย่อมโอนให้แก่กันได้
เจ้าของลิขสิทธิ์อาจโอนลิขสิทธิ์ของตนทั้งหมดหรือแต่บางส่วนให้แก่บุคคลอื่นได้ และจะโอนให้โดยมีกำหนดเวลาหรือตลอดอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ก็ได้
การโอนลิขสิทธิ์ตามวรรคสองซึ่งมิใช่ทางมรดกต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้โอนและผู้รับโอน ถ้าไม่ได้กำหนดระยะเวลาไว้ในสัญญาโอน ให้ถือว่าเป็นการโอนมีกำหนดระยะเวลาสิบปี
ดังนั้น เจ้าของลิขสิทธิ์หรือตัวแทนที่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 17 จะมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการถ่ายทอดหรือหาประโยชน์จากลิขสิทธิ์ โดยการกำหนดเงื่อนไขและค่าธรรมเนียมต่างๆ ได้ตามที่ตัวเองกำหนด ผู้บริโภคจึงไม่มีสิทธิจะไปโต้แย้งหรือคัดค้าน เพราะเป็นสิทธิแต่เพียงผู้เดียวของเจ้าของลิขสิทธิ์
แต่การเก็บเงินค่าลิขสิทธิ์จากสถานประกอบการขายอาหาร โรงแรม หรือบุคคลทั่วไป จะเป็นธรรมกับผู้บริโภคหรือไม่ เอาเปรียบผู้บริโภคหรือไม่เพียงไร เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สังคมต้องช่วยกันพิจารณา
เมื่อดูจากกฎหมายที่น่าจะนำมาปรับใช้ลิขสิทธิ์ฟุตบอลน่าจะเป็นพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 เป็นกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคไม่ให้ถูกละเมิดสิทธิจากผู้ประกอบธุรกิจ ไว้ในมาตรา 3 (1) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภค หรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา 19 หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิ หรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ
และในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 10 (1) ยังกำหนดให้อำนาจคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) มีอำนาจในการพิจารณาเรื่องการร้องทุกข์จากผู้บริโภคที่ได้รับความเดือดร้อน หรือเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำของผู้ประกอบธุรกิจ
ดังนั้น หากผู้บริโภคที่รับชมฟุตบอลโลกไม่ได้ ลองไปใช้บริการ สคบ. หรือรวมตัวกันฟ้องต่อศาลเป็นคดีผู้บริโภค เพื่อให้ศาลเป็นผู้ไกล่เกลี่ยกับทางเจ้าของลิขสิทธิ์ คือ บริษัท อาร์เอส ซึ่งในคดีผู้บริโภค ศาลจะมีเจ้าพนักงานคดีช่วยเหลือศาลในการดำเนินคดีตามที่ศาลมอบหมาย ซึ่งกำหนดไว้ในมาตรา 4 ผู้บริโภคมีสิทธิได้รับความคุ้มครองดังต่อไปนี้
(1) สิทธิที่จะได้รับข่าวสารรวมทั้งคำพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ
(2) สิทธิที่จะมีอิสระในการเลือกหาสินค้าหรือบริการ
(3) สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าหรือบริการ
(3 ทวิ) สิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญา
(4) สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาและชดเชยความเสียหาย
ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายว่าด้วยการนั้นๆ หรือพระราชบัญญัตินี้บัญญัติไว้
สุดท้ายนี้ ผมหวังว่าผู้ชมฟุตบอลกับเจ้าของลิขสิทธิ์และตัวแทนลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกในประเทศไทย คงจะหันหน้าเข้าหากันเพื่อหาข้อยุติเกี่ยวกับการเก็บค่าลิขสิทธิ์ที่เป็นธรรมต่อไป







