posttoday
สัมพันธ์ร้าวมะกัน-ไทย บั่นทอนอิทธิพลสหรัฐยากฟื้น

สัมพันธ์ร้าวมะกัน-ไทย บั่นทอนอิทธิพลสหรัฐยากฟื้น

15 เมษายน 2558

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

ภายหลังเหตุการณ์รัฐประหาร เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 ในประเทศไทย ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยกับชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐ ก็เหมือนจะมีรอยร้าวฉานที่ยากสมานปรากฏให้เห็น อันเป็นผลพวงจากท่าทีของสหรัฐเองที่แสดงออกมาอย่างชัดเจนว่าไม่เห็นด้วย ไม่ยอมรับ และต่อต้านการรัฐประหารที่เกิดขึ้นของไทย

แน่นอนว่า นอกจากจะเป็นท่าทีที่สร้างความไม่พอใจให้กับชาติพันธมิตรเก่าแก่ในภูมิภาคเอเชียอย่างไทยแล้ว จุดยืนดังกล่าวของสหรัฐยังเป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญจากฝั่งตะวันตกส่วนหนึ่งมองว่าเป็นข้อผิดพลาดที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออิทธิพลของสหรัฐในไทย อีกทั้งยังเป็นการเปิดช่องให้ประเทศอื่นๆ อย่างเช่น จีน ก้าวเข้ามาแทน

ยิ่งไปกว่านั้น การกระทำของสหรัฐในครั้งนี้ยังจะส่งผลเสียต่อตัวพญาอินทรีในระยะยาว หรือก็คือในอนาคตข้างหน้าเมื่อสหรัฐต้องการที่จะฟื้นความสัมพันธ์กับไทยอีกครั้ง

เคอร์รี เกอร์ชาเนค รองศาสตราจารย์แห่งศูนย์ตะวันออก-ตะวันตก (อีสต์-เวสต์ เซ็นเตอร์) ในโฮโนลูลู และอดีตนาวิกโยธินสหรัฐผู้มีประสบการณ์ทำงานด้านการทหารร่วมกับกองบัญชาการกองทัพไทย อธิบายว่า การวางตัวของสหรัฐในไทยทุกวันนี้ก่อผลร้ายมากกว่าดี โดยสหรัฐควรที่จะยืนเคียงข้างไทยในช่วงเวลาที่ยากลำบากในปัจจุบัน

แม้จะยังคงมีหนทางให้สหรัฐได้หวนกลับมาคืนดีกับไทยหลังจากที่ไทยสามารถฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยขึ้นมาได้อีกครั้ง ถึงกระนั้นเกอร์ชาเนคก็ยอมรับว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐในครั้งนี้จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

“เรามีโอกาสเพียงน้อยนิดที่จะคงอิทธิพลโน้มน้าวผู้นำไทยในปัจจุบันหรือในอนาคต ถ้าหากเราปล่อยสนามรบ (ไทย) แห่งนี้ให้กับจีน” อดีตนาวิกโยธินสหรัฐรายนี้ กล่าว พร้อมยกตัวอย่างกรณี “คอบร้าโกลด์” การฝึกซ้อมร่วมทางการทหารระหว่างไทยกับสหรัฐที่ดำเนินขึ้นอย่างต่อเนื่องมานานหลายปี

นักวิเคราะห์หลายฝ่าย เห็นตรงกันว่า หลังการรัฐประหารไทยเมื่อช่วงประมาณกลางปีที่ผ่านมา สหรัฐซึ่งมีจุดยืนแน่วแน่ต่อแนวทางประชาธิปไตยและแสดงออกอย่างเด่นชัดว่าต่อต้านอำนาจเผด็จการต่างๆ ตกที่นั่งลำบากทันทีในการตัดสินใจว่าจะยังร่วมมือกับไทยเพื่อดำเนินการฝึกซ้อมคอบร้าโกลด์ด้วยกันหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังรัฐบาลทหารไทยประกาศว่าจะเลื่อนการเลือกตั้งออกไปเป็นปี 2016

“มันเป็นเรื่องที่ยากอย่างที่สุดสำหรับสหรัฐที่จะเดินหน้าฝึกคอบร้าโกลด์ ตลอดจนการคงความร่วมมือในรูปแบบต่างๆ เมื่อสถานการณ์เริ่มดูเหมือนว่ากำหนดเส้นตาย (เลือกตั้ง) ถูกเลื่อนออกไป” เกรกอรี โพลิง ผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แห่งศูนย์ศึกษากลยุทธ์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในกรุงวอชิงตัน กล่าว

ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนให้เห็นความมึนตึงในความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐ ก็คือกรณีที่สหรัฐเว้นระยะเวลาในการแต่งตั้งเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ที่ คริสตี เคนนีย์ อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย หมดวาระดำรงตำแหน่งเมื่อเดือน พ.ย. 2014 รัฐบาลสหรัฐเว้นระยะห่างนานกว่า 5 เดือน ก่อนที่ประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐ จะเสนอชื่อ กลิน ทาวน์เซนด์ เดวีส์ อดีตผู้แทนพิเศษสหรัฐประจำประเทศเกาหลีเหนือ และนักการทูตอาชีพลำดับชั้นอัครราชทูตที่ปรึกษา ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาอาวุโสฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐตั้งแต่ปี 2014-ปัจจุบัน

นอกจากนี้ อีกหนึ่งข้อผิดพลาดสำคัญที่เกอร์ชาเนคบ่งชี้ว่าเป็นปัจจัยที่บั่นทอนทำลายอิทธิพลของสหรัฐที่มีมาอย่างยาวนานในไทยจนแทบไม่เหลือ ก็คือ การหลับหูหลับตาตำหนิการรัฐประหารไทย โดยไม่พยายามทำความเข้าใจถึงที่มาที่ไปของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในไทยอย่างถี่ถ้วนถ่องแท้

ความเห็นข้างต้นสอดคล้องกับมุมมองของนักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งระบุตรงกันว่า ประวัติศาสตร์ทางการเมืองและการทหารของไทยที่ดำเนินมาจนถึงการรัฐประหารนับตั้งแต่ช่วงปี 2006 เป็นต้นมา ถือว่าเป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างสลับซับซ้อนอย่างมาก ดังนั้น การก้าวออกมาวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงตำหนิทหารไทยที่ลงมือรัฐประหารจึงนับเป็นเรื่องผิดพลาดอย่างมหันต์

เกอร์ชาเนค และ จอห์น เอ็ม. โคล อดีตเจ้าหน้าที่ทหารด้านการต่างประเทศ ซึ่งมีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับประเทศไทยมานาน 15 ปี ระบุตรงกันว่า การวิพากษ์วิจารณ์ของสหรัฐครั้งนี้มีผลย้อนกลับมาทำลายสถานะของสหรัฐเอง

“ใจความหลักของผม ก็คือ สหรัฐจำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์ที่มากกว่านี้ และต้องมีความชำนาญช่ำชองมากกว่านี้ในการเผชิญหน้ากับสถานการณ์ (ไทย)” เกอร์ชาเนค กล่าว พร้อมขยายความว่า สิ่งที่ตนเองต้องการจะสื่อ ก็คือ หากสหรัฐต้องการให้ความสัมพันธ์กับไทยมีประสิทธิภาพและทวงใจคนไทยคืนมา สิ่งที่สหรัฐต้องทำก็คือเข้าใจพื้นฐานจิตใจคนไทย เข้าใจวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ไทย ก่อนแสดงความเห็นใดๆ

ยิ่งไปกว่านั้น การผลีผลามวิจารณ์ของสหรัฐยังส่งผลให้เจ้าหน้าที่ทหารไทยและพลเรือนไทยอีกส่วนหนึ่งเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อสหรัฐให้เป็นไปในทางลบ โดยขณะนี้คนไทยส่วนหนึ่งเห็นว่าสหรัฐเป็นพวกหยิ่งถือดี ขาดความเอาใจใส่ และตีสองหน้า

เกอร์ชาเนค ระบุว่า ข้อกล่าวหาสุดท้ายนับเป็นข้อกล่าวที่ค่อนข้างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อออกมาจากปากของพันธมิตรซึ่งเคยแน่นแฟ้นกับสหรัฐอย่างไทย โดยฝ่ายไทยได้อ้างหลักฐานสำคัญที่กล่าวหาสหรัฐว่าเป็นพวกเจ้าเล่ห์ตีสองหน้า ด้วยการเอ่ยถึงท่าทีของสหรัฐที่มีต่อการประท้วงโค้นล่มของผู้นำประเทศในอียิปต์เมื่อปี 2013 หรือกรณีที่ประธานาธิบดีสหรัฐ พูดคุยหารือชื่นมื่นกับ ราอูล คาสโตร ผู้นำคิวบาอย่างออกรส โดยไม่ได้ใส่ใจสักนิดว่าคิวบาอยู่ขั้วตรงข้ามกับระบอบประชาธิปไตย ในขณะที่ไทยเองสหรัฐกลับเน้นแล้วเน้นอีกให้รัฐบาลไทยคืนอำนาจให้แก่พลเรือนภายใน

บรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐยังทวีความเลวร้ายอีก เมื่อแดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก แสดงความเห็นระหว่างเดินทางเยือนไทยเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ต่อกรณีที่รัฐบาลไทยจำกัดและลงโทษผู้ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐ อีกทั้งยังแสดงความไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลไทยดำเนินการฟ้องร้องเอาผิดอดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศ

ด้วยท่าทีที่ออกไปในแนวทางการใช้อำนาจเข้าข่มไทยของสหรัฐข้างต้น ทำให้นักวิเคราะห์เห็นตรงกันว่าไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่จะเห็นไทยเอาใจออกห่าง และหันไปดำเนินความสัมพันธ์ และให้ความร่วมมือในโครงการต่างๆ กับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ภายในภูมิภาคเอเชีย และหนึ่งในประเทศที่ไทยให้น้ำหนักมากที่สุดก็คือพญามังกรแห่งเอเชียอย่างจีน

เกอร์ชาเนค กล่าวว่า จีนมีจุดยืนที่ชัดเจนก็คือไม่ก้าวก่ายแทรกแซงกิจการภายในของประเทศต่างๆ ดังนั้น จุดยืนของจีนที่ผ่านมาที่แสดงออกว่ายังคงให้การสนับสนุนรัฐบาลทหารไทย รวมถึงให้ความร่วมมือในด้านต่างๆ รวมถึงด้านการทหาร เห็นได้จากในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา จีนและไทยได้ประกาศบรรลุข้อตกลงขยายความร่วมมือทางการทหารในระยะเวลา 5 ปี อีกทั้งยังมีการเดินทางเยือนประเทศของแต่ละฝ่ายของเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงของไทยกับจีน

“ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดในข้อตกลงความร่วมมือทางทหารไทย-จีน ก็คือ ความรู้และการฝึกอบรมของจีน เนื่องจากการให้ความรู้จะส่งผลต่อการถ่ายทอดอิทธิพลทางความคิดไปยังเจ้าหน้าที่ทหารรุ่นใหม่ ซึ่งอีกหลายปีต่อมาพวกเขาก็จะไต่ขึ้นสู่ระดับสูง ซึ่งวิธีดังกล่าวก็เป็นแนวทางที่สหรัฐใช้ในการส่งผ่านปลูกฝังแนวคิดประชาธิปไตยให้พลเรือนนำหน้าแนวทางทางการทหาร” เกอร์ชาเนค กล่าว

ทั้งนี้ แน่นอนว่าด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป ย่อมส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน โดยส่วนหนึ่งเป็นเพราะการขยายตัวเติบโตขึ้นของมหาอำนาจอย่างจีน ทำให้จำเป็นต้องมีการปรับเพื่อให้เกิดสมดุลทางอำนาจใหม่

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนสมดุลอำนาจครั้งนี้จะส่งผลต่อประโยชน์ของสหรัฐโดยตรง อันเป็นผลพวงจากท่าทีของสหรัฐที่มีต่อไทยในช่วงที่ผ่านมาเองที่ทำให้พันธมิตรอย่างไทยไม่พอใจสหรัฐ

เป็นความไม่พอใจเล็กๆ ที่จะทำให้สหรัฐมีไทยเป็นพันธมิตรแต่เพียงในนามเท่านั้น

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม