posttoday
คว้าโอกาสดาวรุ่ง ผงาดยึดตลาดอินโดนีเซีย

คว้าโอกาสดาวรุ่ง ผงาดยึดตลาดอินโดนีเซีย

15 เมษายน 2558

“อินโดนีเซีย” เป็นอีกหนึ่งประเทศอาเซียนที่เนื้อหอม เพราะกำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลกที่จับจ้องจะเข้าไปเพื่อใช้เป็นฐานการผลิตและตลาด ด้วยความที่มีเศรษฐกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่งเฉลี่ยอยู่ที่ 6% ต่อปีในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และยังมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยในระดับ 6.2% ในช่วงปี 2558-2561 ส่งผลให้กลุ่มผู้บริโภคระดับกลางมีกำลังซื้อสูงมากขึ้น

“อินโดนีเซีย” เป็นอีกหนึ่งประเทศอาเซียนที่เนื้อหอม เพราะกำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลกที่จับจ้องจะเข้าไปเพื่อใช้เป็นฐานการผลิตและตลาด ด้วยความที่มีเศรษฐกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่งเฉลี่ยอยู่ที่ 6% ต่อปีในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และยังมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยในระดับ 6.2% ในช่วงปี 2558-2561 ส่งผลให้กลุ่มผู้บริโภคระดับกลางมีกำลังซื้อสูงมากขึ้น

เหตุผลเหล่านี้ทำให้ต้องหันมาศึกษาตลาดอินโดนีเซียอย่างจริงจังว่ามีความน่าสนใจแค่ไหน

อัทธ์ พิศาลวานิช คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์และผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย อธิบายภาพตลาดอินโดนีเซียว่า หลายคนมองว่าอินโดนีเซียเป็นตลาดขนาดใหญ่ เพราะหลงประเด็นไปกับจำนวนประชากร 250 ล้านคน แต่ถ้าเจาะลึกลงไปแล้วจะเห็นว่ากำลังซื้อที่แท้จริงของตลาดอินโดนีเซีย 60-70% อยู่ในเขตเมืองจาการ์ตา ซึ่งมีประชากรอาศัยอยู่เพียง 10 ล้านคนเท่านั้น

ขณะที่ประชากรที่เหลืออีก 240 ล้านคน อาศัยกระจายอยู่ตามเมืองต่างๆ และผู้บริโภคกลุ่มนี้ก็ยังมีรายได้ไม่สูงมากนัก จึงทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคกลุ่มนี้ยังนิยมเลือกใช้สินค้าที่เป็นแบรนด์ท้องถิ่น (Local Brand) เนื่องจากมีราคาไม่สูงนัก

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันชนชั้นกลางในอินโดนีเซียมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลตั้งเป้าว่าภายในปี 2565 เศรษฐกิจของอินโดนีเซียจะขยายตัวขึ้นไปติดอันดับประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลก ซึ่งอาจจะเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่จะเข้าไปลงทุน โดยเฉพาะธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม

“ที่ผ่านมามีผู้ประกอบการไทยเข้าไปลงทุนในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มจำนวนมาก ส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ แต่การเติบโตก็ไม่หวือหวามากนัก เพราะมีสินค้าจากจีน มาเลเซีย และเวียดนาม เข้าไปแข่งในตลาดกลุ่มนี้ด้วย นอกจากนี้ยังมีสินค้าแบรนด์ท้องถิ่นที่มีความได้เปรียบเรื่องต้นทุนการผลิตและช่องทางการจำหน่าย”

อัทธ์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ช่องทางการจำหน่ายในอินโดนีเซีย ส่วนใหญ่ 90% เป็นร้านค้าแบบดั้งเดิม (โชห่วย) อีก 10% อยู่ในห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (โมเดิร์นเทรด) เมื่อโครงสร้างตลาดเป็นแบบนี้ ผู้ประกอบการไทยจะต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนว่า สินค้าส่งออกของไทยจะเข้าไปเจาะตลาดส่วนไหนของอินโดนีเซีย เนื่องจากหากรุกตลาดผ่านโมเดิร์นเทรดก็จะมีต้นทุนแพง

หากจะเอาสินค้าเข้าไปวางจำหน่ายในตลาดแบบร้านค้าดั้งเดิม แม้ว่าจะมีขนาดและตลาดที่กว้างใหญ่กว่า แต่ต้องไปแข่งขันกับแบรนด์ท้องถิ่นที่มีอยู่จำนวนมาก ดังนั้นต้องพิจารณาให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ

สิ่งที่จะช่วยให้สินค้าไทยแข่งขันในตลาดอินโดนีเซียได้ คือ การสร้างความแตกต่างในเรื่องของคุณภาพ มาตรฐานและแพ็กเกจจิ้ง เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินค้าแล้ว ยังช่วยสร้างการจดจำให้แบรนด์สินค้าไทยด้วย

ซาราสวาตี แอลลี ซันโตโซ ประธานหอการค้าอินโดนีเซีย-ไทย ได้ให้ข้อมูลถึงจุดแข็งและความน่าสนใจของการลงทุนในอินโดนีเซียว่า อินโดนีเซียเป็นตลาดที่มีศักยภาพและมีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ปีที่แล้วจีดีพีขยายตัว 5.02% ประชาชนที่มีฐานะดี รวมถึงมีกำลังซื้อสูง มีสัดส่วน 10-15% ของประชากรทั้งหมด 250 ล้านคน และอินโดนีเซียกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และมีอัตราการขยายตัวในระดับสูง จึงมีความต้องการสินค้ามาก โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคและบริโภค

สำหรับภาคธุรกิจบริการของไทยถือว่าเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพสูงและมีโอกาสในตลาดอินโดนีเซียอย่างมาก เช่น การท่องเที่ยว โรงแรม และภัตตาคาร

“อินโดนีเซียมีความหลากหลายด้านทรัพยากรธรรมชาติ การเมืองมีเสถียรภาพ ประชากรประมาณ 60% อยู่ในวัย 20-65 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง แรงงานมีความสามารถในการแข่งขัน รัฐบาลอินโดนีเซียเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ และให้ความสำคัญกับธุรกิจในภาคเอกชน ดังนั้นจึงเป็นจุดแข็งที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยทั้งขนาดกลางและขนาดเล็ก”

ทั้งนี้ รัฐบาลอินโดนีเซียให้ความสำคัญกับการลงทุนในธุรกิจด้านการดูแลสุขภาพ การศึกษา เหมืองแร่ อุตสาหกรรมการเกษตรและการประมง ซึ่งข้อมูลจากสำนักงานสถิติกลางอินโดนีเซีย (BPS) เผยว่า 5 ธุรกิจหลักในอินโดนีเซียที่มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปี 2557 ได้แก่ เทคโนโลยีเพื่อการสื่อสาร เติบโต 10.02% ภาคบริการ 9.81% บริการด้านสุขภาพ 8.01% ระบบการขนส่งและคลังสินค้า 8% และการก่อสร้าง 6.97%

ประธานหอการค้าอินโดนีเซีย-ไทย ขยายความถึงอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซียว่า เมื่อปีที่ผ่านมาธุรกิจค้าปลีกในอินโดนีเซียเติบโตถึง 15-20%ซึ่งไม่เพียงแต่ในกรุงจาการ์ตาเท่านั้น แต่การเติบโตยังขยายไปยังเมืองต่างๆ เช่น เมืองปนตีอานัก (Pontianak) ขยายตัว 9.5% บาลิกปาปัน (Balikpapan) 8.6% กาลิมันตัน (Kalimantan) และมาคาสซาร์ (Makassar) 9% สะท้อนให้เห็น
ว่าความมั่งคั่งเริ่มมีการกระจายตัวมากขึ้น

มาถึงในวันนี้แม้โอกาสการลงทุนในอินโดนีเซียจะชัดเจนมาก และยังเปิดกว้างรอรับการลงทุนจากไทย แต่ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขยายตลาดในอินโดนีเซียก็ต้องไม่ลืมที่จะมองถึงอุปสรรคทางการค้าที่ยังมีอยู่ เช่น ระบบศุลกากรและกฎระเบียบต่างๆ ที่ไม่ชัดเจน และหากสิ่งอำนวยความสะดวกต่อการลงทุนที่สำคัญอย่าง “ระบบโลจิสติกส์” ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลอินโดนีเซียวางไว้จะทำอย่างไร

ที่สำคัญคือการมีสายสัมพันธ์กับคนท้องถิ่นจะช่วยทำให้นักลงทุนต่างชาติได้ข้อมูลเชิงลึกที่ทันสมัย นำไปสู่การทำธุรกิจที่ราบรื่นต่อไป

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม