posttoday
แอลพี ปักธงศาลายา ชูคุณภาพแข่งบิ๊กอสังหาฯ

แอลพี ปักธงศาลายา ชูคุณภาพแข่งบิ๊กอสังหาฯ

13 เมษายน 2558

โดย...โชคชัย สีนิลแท้

โดย...โชคชัย สีนิลแท้

กลุ่มทุนค้าผ้าจากย่านพาหุรัดที่หันมาพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในนามบริษัท “แลนด์ แอนด์ พร็อพเพอร์ตี้ กรุ๊ป” โดยปักหลักอยู่ในทำเลศาลายาพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์แนวราบ แข่งขันกับผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ขยายการลงทุนไปในทุกพื้นที่

ชนะ เลิศลุมพลีพันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แลนด์ แอนด์ พร็อพเพอร์ตี้ กรุ๊ป หรือแอลพี กล่าวว่า บริษัทมีฐานธุรกิจมาจากการค้าผ้าย่านพาหุรัด ได้เข้ามาบุกตลาดอสังหาริมทรัพย์เต็มตัว เพื่อพัฒนาโครงการบริเวณกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตกในพื้นที่ศาลายา ที่จะกลายเป็นทำเลทองแห่งใหม่ เนื่องจากผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่เกือบทุกแบรนด์ต่างหลั่งไหลเข้ามาเปิดโครงการ ส่งผลให้ราคาที่ดินปรับตัวสูงขึ้นไม่ต่ำกว่า 10-15% และมีแนวโน้มจะปรับสูงขึ้นอีกเนื่องจากความต้องการที่อยู่อาศัยยังมีอยู่มาก

ปัจจุบันราคาขายที่ดินอยู่ที่  10 ล้านบาท/ไร่ จากก่อนหน้าที่ห้างเซ็นทรัลพลาซา ศาลายาจะเริ่มเปิดให้บริการในช่วงกลางปี 2557 ราคาอยู่ที่เฉลี่ย 6 ล้านบาท/ไร่และมีแนวโน้มจะปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องจากความต้องการและกลุ่มลูกค้ายังมีอยู่ แม้ว่าภาคอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้โดยรวมจะเติบโตได้ประมาณ 5% จากปัญหาเศรษฐกิจที่ค่อนข้างซบเซาและการพยายามเร่งแก้ปัญหาทางการเมืองในประเทศ

ขณะที่ความเจริญได้ขยายตัวเข้ามาในพื้นที่ปริมณฑลมากขึ้น จนกลายเป็นเมืองใหญ่รอบกรุงเทพฯ หรือแซตเทิลไลต์ ทาวน์ (Satellite Town) ทำให้ย่านศาลายาเป็นเขตเมืองที่ขยายตัว มีการพัฒนามากขึ้น เห็นได้จากสถาบันการศึกษา และศูนย์การค้าขนาดใหญ่ที่ขยายสาขารองรับการเติบโตและในอนาคตจะเห็นโครงการแนวสูงเข้ามาลงทุนในบริเวณนี้อย่างแน่นอน พร้อมกับการเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งในฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ ที่เชื่อมต่อการเดินทาง

“ผมมั่นใจว่าตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบ อย่างไรก็มีความต้องการ แต่ความต้องการที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้หวือหวาเหมือนกับคอนโดมิเนียมในเมืองที่จะต้องขายใบจองหมดภายในเวลารวดเร็ว กลุ่มที่ซื้อบ้านส่วนใหญ่จึงเป็นคนที่เริ่มสร้างครอบครัว แม้ว่าที่ผ่านมาสภาพเศรษฐกิจจะไม่ค่อยดีนัก สถาบันการเงินเข้มงวดการอนุมัติสินเชื่อ ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อบริษัทมากนักหรือมีเพียง 5% ของลูกค้าที่จองซื้อเท่านั้น เนื่องจากบริษัทจะช่วยลูกค้าให้ตรวจสอบความสามารถในการซื้อก่อน หากสถาบันการเงินเห็นว่าน่าจะอนุมัติสินเชื่อให้ได้จึงจะให้ทำสัญญาซื้อขายต่อไป แต่หากไม่ผ่านบริษัทก็คืนเงินจองให้ทันทีเพื่อสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าด้วย” ชนะ กล่าว

นอกจากนี้ จุดขายหลักของบริษัทคือความแข็งแรงของบ้าน โดยบ้านทุกหลังจะก่อสร้างด้วยอิฐมอญแดง ซึ่งในปัจจุบันเหลือน้อยเต็มทีที่ผู้ประกอบการจะเลือกใช้กัน ทำให้สามารถต่อเติมหรือปรับเปลี่ยนภายในบ้านได้ตามต้องการ โดยไม่กระทบกับโครงสร้างของบ้าน ต่างจากผนังอิฐมวลเบาเนื่องจากผนังรับน้ำหนักแขวนได้ไม่มากนัก มีปัญหาเรื่องการแตกพรุนของตัวมันเอง ทำให้เจาะช่องฝังท่อร้อยสายไฟไม่ได้ ไม่ทนต่อความชื้น หากไปก่อภายนอกหรือผนังห้องน้ำอาจจะมีปัญหาน้ำซึมและสีทาอาคารพองทะลุได้ เป็นต้น ขณะที่ผนังสำเร็จรูปนั้นใช้ผนังเป็นตัวรับน้ำหนัก การต่อเติม ดัดแปลงนั้นทำได้ยาก ซึ่งหากทุบหรือเจาะโดยไม่มีความชำนาญอาจจะส่งผลต่อโครงสร้างของบ้านทั้งหลังได้

ที่ผ่านมา บริษัทพัฒนาโครงการมานาน 17 ปี ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์เฮาส์ จำนวน 8 โครงการ รวม 1,000 ยูนิต มูลค่าโครงการ 2,500 ล้านบาท ภายใต้ชื่อแบรนด์ กิตติยา อาทิ โครงการแกรนด์กิตติยา (พุทธมณฑลสาย 4-พระราม 2) และโครงการแกรนด์กิตติยา (ศาลายา-พุทธมณฑลสาย 4) ซึ่งที่ผ่านมารูปแบบการพัฒนาจะเป็นบ้านพร้อมอยู่ โดยปี 2557 มีรายได้ 250 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้า 25%

สำหรับในปี 2558 ตั้งเป้าจะมีรายได้ 350 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากปีก่อน 40% ปัจจุบันยังไม่ต้องพึ่งพาเงินทุนจากสถาบันการเงิน เนื่องจากแหล่งเงินทุนนั้นมาจากสภาพคล่องจากการดำเนินงานของบริษัท และยังไม่มีแผนจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยขณะนี้ยังมีที่ดินในย่านศาลายารอการพัฒนาจำนวน 100 ไร่ ที่ซื้อสะสมไว้ คาดว่าจะพัฒนาได้อีกประมาณ 3-5 ปี โดยที่มีทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท ปราศจากภาระหนี้สินระยะยาว พร้อมกับมีทีมงานบริหารคนรุ่นใหม่

นอกจากนี้ บริษัทได้ปรับภาพลักษณ์แบรนด์สินค้าใหม่ จากเดิมที่เป็นที่รู้จักกันภายใต้แบรนด์กิตติยา และแกรนด์ กิตติยา ขณะนี้ได้เปิดตัวแบรนด์ใหม่ชื่อเดอะ บาลานซ์ปิ่นเกล้า-พุทธมณฑลสาย 5 เป็นโครงการบ้านเดี่ยว และบ้านแฝด ตั้งอยู่บนพื้นที่ 26 ไร่ จำนวน 126 ยูนิต มูลค่าโครงการ 700 ล้านบาท ราคาขาย 3.94-10 ล้านบาท ปัจจุบันมียอดพรีเซลแล้ว 30% คาดว่าจะทำให้สามารถปิดการขายได้ในสิ้นปีนี้

เหล่านี้คือกลยุทธ์ของผู้ประกอบการรายเล็กที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืนในตลาดอสังหาฯ โซนตะวันตกของกรุงเทพฯ ด้วยการคำนึงถึงคุณภาพสินค้าและบริการหลังการขายเป็นอันดับแรก ซึ่งจะสร้างรายได้และผลกำไรที่ดีตามมา และที่สำคัญ หากคุณภาพดีบริการหลังการขายเยี่ยมก็น่าจะอยู่รอดในตลาดได้อย่างแน่นอน

ข่าวล่าสุด

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี