
EPG ต่อยอดกลุ่มโลหะ ลงทุนหุ่นยนต์แทนพนักงาน
“ภวัฒน์ วิทูรปกรณ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป (EPG)
โดย...ประลองยุทธ ผงงอย
“ภวัฒน์ วิทูรปกรณ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป (EPG) เล่าให้ฟังว่า ธุรกิจของบริษัทคือมัลติโปรดักต์มีสินค้าที่เกี่ยวข้องชีวิตประจำวันและการพัฒนาประเทศ อาทิ ฉนวนกันความร้อน ชิ้นส่วนยานยนต์ บรรจุภัณฑ์อาหาร ปัจจุบันมีหนึ่งสิทธิบัตรสำคัญคือ ฟู้ดไลน์เนอร์ที่ได้ทั้ง ในไทย ญี่ปุ่น จีน ยังไม่ได้นำมาขายซึ่งกำลังหาวิธีเพิ่มมูลค่า โดยในเดือน เม.ย. 2558 มีแผนจะเดินทางไปจีน เพื่อหาโอกาสธุรกิจและช่องทางการขายเพราะเป็นตลาดใหญ่ที่มีความต้องการสูงมาก แต่เริ่มต้นในประเทศเพื่อสร้างชื่อก่อนขยายตลาดไปยังต่างประเทศ
เรามีกลยุทธ์สำคัญคือ การทำธุรกิจนำด้วยนวัตกรรม ซึ่งในอนาคตธุรกิจเหล่านี้จะสามารถเติบโตขึ้นอีกมาก หลังจากบริษัทเข้าไปเป็นเจ้าของบริษัท TJM Producr PTY Ltd. ประเทศออสเตรเลีย นับเป็นการค้นพบใหม่และธุรกิจใหม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์หลายด้าน อาทิ สต๊อกสินค้า ร้านค้า สัญญา โรงงานผลิต และอื่นๆ รวมถึงมีเครือข่ายบริษัทย่อยในต่างประเทศทั้งสหรัฐ จีน รวมถึงมีแบรนด์สินค้าที่ส่งออกทั่วโลก
ประเด็นสำคัญคือมีสินค้าหลายชนิดที่ TJM ขายอยู่และสามารถนำมาผลิตที่โรงงานของ EPG ได้ด้วย เพราะบริษัทเป็นผู้เชี่ยวชาญในการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์กลุ่มพลาสติก จึงมีแผนที่จะย้ายมาผลิตไทย ขณะที่พันธมิตรกับคู่ค้าเดิมของ TJM เริ่มสนใจเจรจามาร่วมทุนกับบริษัทที่ไทย เพราะเห็นโอกาสจากที่แอร์โรคลาสมีฐานลูกค้าอยู่ทั่วโลก 100 ราย
“เราสามารถนำ TJM มาต่อยอดทั้งธุรกิจในออสเตรเลียและแอร์โรคลาสเพื่อขยายธุรกิจไปได้ทั่วโลก ซึ่งมีแผนจะนำสินค้าของ TJM มาขายในไทย อาเซียน เอเชียแอฟริกาใต้ เพราะสินค้าสัดส่วนประมาณ 30-40% เป็นกลุ่มกันชนทุกชนิดเหมาะกับตลาดแอฟริกาซึ่งเดิม TJM มีตัวแทนจำหน่ายอยู่แล้วแต่ยังไม่สามารถกระจายสินค้าได้ ขณะเดียวกันสินค้าของบริษัทก็จะเข้าไปขายในออสเตรเลียผ่านช่องทาง TJM รวมถึงนำสินค้า TJM มาขายผ่านช่องทางของบริษัท และนำสินค้าบริษัทไปขายให้กับลูกค้า TJM บางรายในต่างประเทศ”
หลังเข้าซื้อกิจการ TJM ภายใน 2-3 ปีมีแผนจะลงทุนใหม่สร้างโรงงานที่มีระบบคอมพิวเตอร์ดูแลควบคุมการผลิตและใช้หุ่นยนต์กระบวนการผลิตเพื่อใช้เทคโนโลยีและระบบออโตเมตริกเพื่อช่วยลดต้นทุนในการผลิต รวมถึงมีแผนควบรวมบริษัทย่อยคือ บริษัท แอร์โรคลาส เสิ่นเจิ้น กับ TJM เซี่ยงไฮ้ เพื่อให้มีความใหญ่ขึ้นเพิ่มอำนาจทั้งในด้านการหาทรัพยากรและช่องทางจำหน่าย และด้านอื่นๆ ขณะนี้จีนเริ่มนิยมรถยนต์กระบะขับเคลื่อน 4 ล้อมากขึ้นนิยมการเดินทางเป็นคาราวานทำเป็นที่พักอาศัยในรถยนต์
ด้านธุรกิจในออสเตรเลียเป็นอีกหนึ่งความหวังหลังจากเข้าไปซื้อ TJM แม้ปีที่ผ่านมาจะมีผลขาดทุนต่อเนื่อง 3 ปี ปีล่าสุดมีผลขาดทุนลดลงเหลือประมาณ 8 ล้านบาท ถือว่าไม่มากเมื่อเทียบกับยอดขายทั้งปีที่แล้วประมาณ 1,000 ล้านบาท ปัจจุบันรถกระบะในออสเตรเลียเริ่มเป็นนิยมใช้มากขึ้นเพื่อเป็นรถยนต์ใช้สำหรับครอบครัวและในเมือง หรือเป็นรถยนต์คันที่ 2 ในบ้าน ถือเป็นกลุ่มตลาดที่บริษัทชำนาญ อาทิ หลังคา ฝาปิด และอุปกรณ์ตกแต่งอื่นๆ
บริษัทจึงมีแผนจะนำสินค้าเข้าไปจำหน่ายที่ออสเตรเลียช่วยให้ TJM เติบโตขึ้น อดีตลักษณะธุรกิจ TJM เป็นแบรนด์ดิสทริบิวเตอร์เป็นผู้ประกอบการที่มียอดขายอันดับ 2 แต่ธุรกิจเริ่มนิ่งห่างจากอันดับ 1 ถึง 7-8 เท่าตัว มียอดขายประมาณ 7,500 ล้านบาท/ปี นอกจากเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เป้าหมายในงวดบัญชีปี 2560-2561 (สิ้นสุดวันที่ 30 มี.ค. 2561) จะมีรายได้มากกว่า 1 หมื่นล้านบาท ของ EPG มีโอกาสจะทำได้เร็วกว่าแผนด้วย หนึ่งในนั้นบริษัทจะบันทึกรายได้จาก TJM เข้ามาทันทีในงวดบัญชีปี 2558/2559 อยู่ที่ประมาณ 1,500-2,000 ล้านบาท ส่วนกำไรก็มีโอกาสเติบโตตามยอดขาย มีการใช้กำลังผลิตที่เพิ่มขึ้นในทุกทรัพยากร
“ต่อไปมีแผนจะทำสินค้ากลุ่มโลหะเพราะบริษัทเป็นผู้เชี่ยวชาญกลุ่มพลาสติกอยู่แล้ว เดิมเราไม่มีองค์ความรู้ไม่มีตลาด แต่การมี TJM ทำให้มีโอกาสเข้าไปทำขยายผลิตภัณฑ์โลหะได้ ระยะแรกอาจไม่ต้องผลิตเองจะจ้างข้างนอกผลิต แต่เราจะออกแบบทำแม่พิมพ์เอง เราจะทำเร็วกว่า TJM เดิมและคู่แข่งอื่นๆ เพราะเป็นผู้เข้ามาใหม่ซึ่งจะลงทุนใหม่ทั้งหมด”
นอกจากนั้นบริษัทยังมีเป้าหมายลดต้นทุนให้มากและเร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องพนักงาน ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาจำนวนพนักงานเพิ่มในอัตราที่ต่ำลง โดยเริ่มต้นจาก 10 ปีก่อนจะใช้เงินลงทุนประมาณ 2 แสนบาท จะลดพนักงานลงได้ 1 คนจะลงทุนทันที แต่ปัจจุบันหากใช้เงินประมาณ 1 ล้านบาท เพื่อลงทุนเทคโนโลยีทำระบบอัตโนมัติสามารถลดพนักงานได้ 1 คนก็จะทำ เพราะโดยเฉลี่ยพนักงาน 1 คนจะต้องจ่ายค่าจ้างงานประมาณ 2-3 แสนบาท/ปี แต่ค่าใช้จ่ายพนักงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปีและยังหามาทำงานยากขึ้น แต่หากลงทุนไปจะใช้เวลาประมาณ 5 ปีในการคืนทุน
ปัจจุบันทั้งกลุ่มมีพนักงานประมาณ 2,500 คน ลดลงจาก 3 ปีก่อนที่มีประมาณ 2,800 คน โดยมีแนวโน้มลดต่อเนื่องทุกปี จากช่วงสูงสุดในปี 2552-2553 ที่มีประมาณ 3,000 คน สวนทางกับยอดขายที่โตขึ้นทุกปี
ขณะเดียวกันบริษัทยังคงเดินหน้าซื้อกิจการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแผนการซื้อธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ในจีนยังอยู่ระหว่างเจรจามีโอกาสสรุปในปลายปี 2558 หรือต้นปี 2559 ในช่วงแรกจะเข้าร่วมถือหุ้น สัดส่วนประมาณ 45-50% ส่วนการซื้อบรรจุภัณฑ์อาหารในไทยยังมองโอกาสอยู่ ยอมรับว่ามีความยากเพราะเจ้าของเดิมหวง ระบบบัญชีไม่ชัดเจน และประสบการณ์ของบริษัทต้องการเข้าซื้อสินทรัพย์เพราะมีความปลอดภัย
“ทุกปีเราต้องมีสินค้าใหม่ๆ วันนี้มองว่าองค์กรที่จะอยู่ได้ต้องมีนวัตกรรมกับความคิดสร้างสรรค์และในที่สุดการค้นพบธุรกิจ แนวทาง เทคโนโลยี ตลาดใหม่ หาโอกาสใหม่ๆ จะทำให้ธุรกิจอยู่รอดและเติบโตต่อไป ช่วยให้มีสินค้าไลน์ใหม่ที่สอดคล้องกับธุรกิจเดิมที่มีฐาน มีความรู้อยู่แล้ว แผนออกสินค้าใหม่กลุ่มสินค้าหลักซึ่งประมาณ 2-3 ปีจะมีสินค้าใหม่ออกมา 1 ตัว และสินค้าย่อยประมาณ 1-4 ตัว/ปี”
การปรับตัวของ EPG ครั้งนี้ ส่งผลให้ในอนาคตสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศจะทยอยเพิ่มขึ้น ปัจจุบันทั้งทางตรงและทางอ้อมอยู่ที่ประมาณ 40-50% โดยตามแผนในงวดปีบัญชีปี 2560/2561(สิ้นสุดเดือน มี.ค. 2561) สัดส่วนรายได้ต่างประเทศจะมากกว่ารายได้ในประเทศ
“ภวัฒน์” กล่าวทิ้งท้ายว่า EPG จะทำในสิ่งที่ถนัด มีองค์ความรู้ และใช้ฐานธุรกิจในต่างประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมกับการหาโอกาสใหม่ๆ เพื่อให้ผลประกอบการมีการเติบโตดีทุกปี







